The Jungle Camp

Learn / 01 ต.ค. 2019

เรื่อง: กฤษณะพล วัฒนวันยู
ภาพ: Multiple sources

หากใครที่ได้ติดตามข่าวการอพยพ/ลี้ภัยที่เกิดขึ้นในยุโรปเมื่อช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา คงจะพอคุ้นหูกับชื่อ Calais camp อยู่บ้าง หรือมักเป็นที่รู้จักในอีกชื่อคือ The Jungle ซึ่งเป็นค่ายรองรับผู้อพยพ/ลี้ภัยที่มาจากประเทศในแถบแอฟริกาตอนเหนือและตะวันออกกลาง (ส่วนใหญ่มาจากเอริเทรีย โซมาเลีย เอธิโอเปีย ซูดาน ซีเรีย และ อัฟกานิสถาน) อันเนื่องมาจาก เหตุการณ์ความไม่สงบ สงครามกลางเมือง และความรุนแรงรูปแบบต่างๆ ประกอบกับการประสบปัญหาภัยแล้ง/ภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศเหล่านั้น จึงทำให้ผู้คนจำนวนมากจำเป็นต้องอพยพเดินทางออกจากบ้านเกิดเมืองนอนของตน เสี่ยงชีวิตข้ามน้ำข้ามทะเลไปฝั่งยุโรป มุ่งหน้ามายังค่าย The Jungle ดังกล่าว ด้วยหวังเป็นที่พึ่งพิงชั่วคราว เพื่อพักรอและเตรียมการเดินทางข้ามต่อไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ เช่น อังกฤษและกลุ่มประเทศในสแกนดิเนเวีย

บรรยากาศใน The Jungle Camp

กำเนิด The Jungle
ค่าย Jungle ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของเมืองท่า Calais (อยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศสและติดกับช่องแคบอังกฤษ) ค่ายแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาในช่วงต้นปี ค.ศ. 2015 โดยผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยกลุ่มแรกๆ ส่วนทางการฝรั่งเศสนั้นเรียกค่ายนี้ว่า Camp de la Lande (หรือแค่ Lande) ซึ่งตั้งแต่มีการจัดตั้งค่ายนี้ขึ้นมา ก็มักจะมีทั้งข่าวการจับกุมกลุ่มคนที่พยายามข้ามทะเลไปขึ้นชายฝั่งของอังกฤษ และข่าวการเสียชีวิตในการข้ามช่องแคบดังกล่าวปรากฏออกมาในสื่อเป็นระยะๆ ซึ่งจากหลายแหล่งข่าวนั้นได้ประมาณการไว้ว่าตัวเลขของผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยที่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ในค่ายแห่งนี้มีมากถึงแปดพันกว่าคน

วิถีชีวิตของผู้คนในค่ายลี้ภัย

แม้จะเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าค่าย Jungle แห่งนี้เป็นสถานที่รองรับพักพิงชั่วคราวให้แก่ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยที่มีทั้งกลุ่มผู้ใหญ่ กลุ่มวัยรุ่นและเด็กที่เดินทางโดยลำพัง แต่ทางรัฐบาลฝรั่งเศสกลับมองว่า ค่ายแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาแบบผิดกฎหมายและไม่สนับสนุนให้เกิดค่ายในลักษณะนี้ จนกระทั่งในช่วงต้นปี ค.ศ. 2016 จึงได้ออกประกาศเป็นเขตปลอดการอยู่อาศัยภายในรัศมี 100 เมตรรอบๆ ค่าย และสั่งการให้ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยเริ่มเคลื่อนย้ายออกไปจากค่ายดังกล่าว เพื่อจะได้ทำการรื้อถอน ซึ่งในขณะนั้นเอง ทางรัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้จัดเตรียมศูนย์รับรองและที่พักขึ้นภายในค่าย (ที่ปรับเปลี่ยนจากตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้า) และกระจายไปยังหลายแห่งในละแวกใกล้เคียง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยเหล่านั้นยื่นขอสิทธิ์เป็นผู้ลี้ภัยอย่างถูกกฎหมายได้ในภายหลัง แต่ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่มีความต้องการที่จะข้ามไปยังประเทศอังกฤษ เพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานนอกระบบหรือเพื่อขอลี้ภัยที่นั่นแทน ประกอบกับการไม่เชื่อใจในรัฐบาลฝรั่งเศสมากนัก และบางคนหวั่นเกรงว่าอาจจะถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศของตนที่หนีออกมาด้วยซ้ำ จึงทำให้ไม่อยากย้ายไปยังศูนย์รับรองเหล่านั้น และขอปักหลักอาศัยอยู่ในค่ายให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถนนดินใน The Jungle Camp

ซึ่งก็เกิดเป็นข้อถกเถียงกันในวงกว้างในสหภาพยุโรปต่อประเด็นเรื่องของความถูกต้องตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน  และอาจพูดได้ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ภายในค่ายนั้นอยู่ในสภาพที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น นอกจากจะมีสาธารณูปโภคพื้นฐานบางประการที่พอช่วยทำให้สามารถดำรงชีวิตในแต่ละวันได้แล้ว ก็ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ช่วยสร้างความความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่อาศัยอยู่ในค่ายแห่งนี้ มารวมตัวกันและทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันได้ เช่น ครัวกลาง ห้องสมุดและห้องเรียนขนาดเล็ก ลาน/สนามเด็กเล่นขนาดย่อม รวมไปถึงศาสนาสถานของทั้งชาวคริสต์และมุสลิม ซึ่งมีทั้งโบสถ์และมัสยิดหลังเล็กๆ ให้ศาสนิกชนของทั้งสองศาสนาได้เข้าไปใช้ประกอบพิธีกรรม กราบไหว้ บูชาและขอพรจากพระเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธ์ตามความเชื่องของศาสนานั้นๆ ซึ่งก็ช่วยทำให้บางคนได้คลายความทุกข์ใจเศร้าใจและความสิ้นหวังห่อเหี่ยวลงไปได้บ้าง

แรกเริ่มสร้างโบสถ์คริสต์ St. Michaels

 

พื้นที่ทางจิตวิญญาณภายใน The Jungle
ในส่วนนี้ อยากจะขอหยิบยกโบสถ์คริสต์ St. Michaels มาขยายความให้ฟังทั้งในมิติทางสถาปัตยกรรมและพื้นที่ทางสังคม (โบสถ์เซนต์ไมเคิลส์ – นิกาย Orthodox หรือเป็นที่รู้จักในนามโบสถ์ Eritrean หรือ Ethiopian) โบสถ์หลังนี้ถือเป็นสิ่งก่อสร้างพื้นฐานที่ถูกจดจำได้มาก และมีความสำคัญที่สุดหลังหนึ่งของค่าย ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเป็นหลักแรกๆ ในช่วงเดือนเมษายน ค.ศ. 2015 และถือเป็นพื้นที่ส่วนรวม/พื้นที่ทางสังคมแห่งแรกๆ ที่เชื้อเชิญให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ในค่ายมาชุมนุม มาพบปะพูดคุยกัน และยังเอื้อให้ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนามาทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้

โบสถ์คริสต์ St. Michaels
โบสถ์คริสต์ St. Michaels

ในแง่การออกแบบและการก่อสร้างนั้น อาจมองว่าตัวโบสถ์ถูกออกแบบและก่อสร้างโดยผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัย – กลุ่มคนที่ไม่ใช่สถาปนิก/นักออกแบบโดยตรง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการออกแบบตามสัญชาติญาณ ประสบการณ์ชีวิต และความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ที่ตอบสนองการใช้งานอย่างตรงไปตรงมา ภายในตัวโบสถ์นั้นมีการจัดเตรียมพื้นที่หลักที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมทางศาสนา และมีการใส่องค์ประกอบพื้นฐานของศาสนสถานเข้ามา เช่น พื้นที่สำหรับการเทศน์ ไม้กางเขน รูปภาพของพระเยซูเจ้าและนักบุญคนสำคัญๆ ติดบนผนังห้องไว้ให้คริสต์ศาสนิกชนได้ระลึกถึง และด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดต่างๆ ตัวโบสถ์นี้จึงถูกสร้างขึ้นมาทีละเล็กทีละน้อยตามวัสดุ/สิ่งของที่หามาได้ทั้งภายในและบริเวณรอบๆ ค่าย รวมถึงผ่านการบริจาคขององค์กรอาสาสมัครต่างๆ โดยตัวโครงสร้างหลักคือเสาไม้จริงและเสริมความแข็งแรงด้วยโครงไม้อีกที ซึ่งมีผนังแผ่นไม้อัดและแผ่นพลาสติก/วัสดุสังเคราะห์ห่อหุ้มทั้งข้างนอกและข้างในตัวโบสถ์ เพื่อป้องกันอากาศที่หนาวเย็นในช่วงฤดูหนาว ซึ่งหากกล่าวโดยสรุปแล้ว ถือเป็นการก่อสร้างและการตกแต่งที่เรียบง่ายมาก ไม่ได้มีความใหญ่โต อลังการ หรือวิจิตรพิสดารประการใด แต่ก็ด้วยการก่อสร้างและการใช้งานที่เรียบง่ายนี้เอง ที่ทำให้ตัวโบสถ์มีความหมาย มีคุณค่าทางจิตใจแก่ผู้สร้างและผู้ใช้ และถูกจดจำได้จนกลายเป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณของค่ายนี้

ภายในโบสถ์คริสต์ St. Michaels

มีนักวิชาการด้านศาสนวิทยาบางคนมองว่าศาสนามีหน้าที่เป็นที่พึ่งทางใจหรือในเชิงจิตวิทยาแบบหนึ่ง เพราะศาสนาสามารถช่วยทำให้ความทุกข์ใจของผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยบางคนคลายลงไปได้บ้าง และมีความเห็นอีกว่าผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยบางคนนั้นก็อาจเพิ่งมารับหรือเริ่มนับถือศาสนาเมื่อตอนที่อพยพมาในค่ายก็มี เพราะเป็นทั้งการช่วยให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากรบางอย่างในระหว่างการเดินทาง/การอพยพและเป็นการสนองตอบทางด้านจิตใจไปพร้อมกันด้วย และในขณะเดียวกัน ก็ช่วยให้พวกเขาได้มีกิจกรรมอะไรทำในระหว่างที่รอคอยจังหวะ/โอกาสต่างๆ ในค่าย นอกจากนี้ ยังมีอีกมุมมองที่ว่าการนับถือศาสนานั้นเป็นอัตลักษณ์ทางสังคมแบบหนึ่ง กล่าวคือ คนในศาสนาเดียวกัน มักจะมีแนวโน้มที่อาจจะทำให้เกิดความสนิทใจ/ เชื่อใจกันได้เร็วขึ้น และก็น่าจะช่วยเหลือกันได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการอยู่ร่วมกันในค่ายและในการเดินทาง/การอพยพของพวกเขา กิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของพวกเขาเหล่านั้นอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงการพยายามปรับตัวและการมีชีวิตอยู่ต่อไปบนโลกใบนี้อย่างมีความหวัง

ภายนอกโบสถ์คริสต์ St. Michaels

ถึงแม้ว่า จะมีองค์กรนานาชาติ กลุ่มอาสาสมัคร กลุ่ม NGO ทางด้านสิทธิมนุษยชน ได้พยายามคัดค้านและเรียกร้องให้ฝรั่งเศสทบทวนการรื้อ/ทำลายค่าย Jungle นี้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ทำการรื้อถอนค่ายนี้ ไปในที่สุดในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 2016 ซึ่งถือเป็นการเริ่มรื้อถอนสิ่งก่อสร้างต่างๆ ครั้งสำคัญ และได้ทยอยรื้อถอนส่วนอื่นๆ เรื่อยมา จนกระทั่งในวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 2016 ได้ทำการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างทุกหลังในค่ายนี้หมดสิ้นลงอย่างสมบูรณ์ และคาดการณ์ว่ามีผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยมากกว่าหกพันคนได้ถูกส่งตัวเคลื่อนย้ายด้วยรถบัสไปยังศูนย์รับรองในสถานที่ต่างๆ ทั่วฝรั่งเศส

ภายในโบสถ์คริสต์ St. Michaels

มีข้อสังเกตประการหนึ่งว่า ในปฏิบัติการของการรื้อ/ทำลายค่ายครั้งนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ทางการฝรั่งเศสได้ทยอยทำการรื้อถอนที่พักและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ไปแล้วนั้น แต่ยังคงเก็บโบสถ์เซนต์ไมเคิลส์เอาไว้เป็นอาคารหลังสุดท้าย ตั้งตระหง่านกลางซากปะรักหักพังของสิ่งก่อสร้างอื่นๆ ตอกย้ำความเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณและพื้นที่ทางสังคมที่สำคัญของค่าย ประกอบกับที่ก่อนหน้านี้ทางตัวแทน NGO และกลุ่มผู้นำทางศาสนาได้ทำการเจรจาต่อรองขอให้เก็บรักษาโบสถ์หลังนี้เอาไว้ ซึ่งในทีแรกนั้นดูเหมือนว่าทางการฝรั่งเศสมีแนวโน้มว่าจะเก็บไว้ แต่หลังจากนั้นไม่นาน โบสถ์หลังนี้ก็ถูกรื้อถอนและทำลายลงไปในที่สุด

วันท้ายๆ ของโบสถ์คริสต์ St. Michaels

The Jungle ยังคงอยู่…
ถึงแม้ว่า ค่าย Jungle และโบสถ์เซนต์ไมเคิลส์จะถูกรื้อถอนไปแล้ว แต่เรื่องราวต่างๆ ในค่ายแห่งนี้ก็ยังได้รับความสนใจเรื่อยมาทั้งจากองค์กรสื่อ นักเคลื่อนไหว รวมถึงสถาบันทางศิลปวัฒนธรรมและสถาบันการศึกษา มีการจัดนิทรรศการ เสวนาวิชาการ และกิจกรรมทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องอยู่เป็นระยะๆ เช่น 2 นิทรรศการที่จะขอยกมาเป็นตัวอย่างให้พอได้เห็นภาพในช่วงท้ายนี้

ภาพการรื้อถอนโบสถ์คริสต์ St. Michaels

นิทรรศการแรกคือ Calais – From Jungle to City เป็นนิทรรศการภาพถ่ายโดยช่างภาพชาวดัตช์ชื่อ Henk Wildschut ได้จัดแสดงขึ้นที่พิพิธภัณฑ์ Foam ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 8 เมษายน ถึง 5 มิถุนายน ค.ศ. 2016 เป็นการสื่อและเล่าถึงเรื่องราวและวิถีชีวิตของผู้คนในค่าย ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของค่ายและภาพรวมของพัฒนาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผ่านภาพถ่าย

ไม้กางเขนสีฟ้าเข้ม ที่เคยติดตั้งไว้บนหลังคาทางเข้าของโบสถ์เซนต์ไมเคิลส์

อีกนิทรรศการหนึ่งนั้นมีชื่อว่า Lande: The Calais “Jungle” and Beyonds ที่กำลังจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑ์ Pitt Rivers ที่เมืองออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ซึ่งยังเปิดให้เข้าชมได้ไปจนถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ. 2019 นี้ โดยในงานดังกล่าว มีการนำเอาผลงานสร้างสรรค์บางชิ้นที่ผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัยได้ทำขึ้นเมื่อครั้งที่เคยอาศัยอยู่ในค่ายมาจัดแสดง รวมถึงไฮไลท์ที่สำคัญอันหนึ่ง คือ ไม้กางเขนสีฟ้าเข้ม ที่เคยติดตั้งไว้บนหลังคาทางเข้าของโบสถ์เซนต์ไมเคิลส์ ก็ถูกนำมาจัดแสดงไว้ในงานนิทรรศการครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ ยังมีข้าวของ/สิ่งของอื่นๆ ที่ชี้ชวนให้หวนนึกว่า ครั้งหนึ่งในค่าย Jungle แห่งนี้ มีเรื่องราวและบทบันทึกแห่งชีวิตของผู้อพยพ/ผู้ลี้ภัย

อาจกล่าวได้ว่า ค่าย Jungle น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความย้อนแย้งของมนุษย์ได้ในคราวเดียวกัน ทั้งในด้านบวกและด้านลบ และถึงแม้ว่า ค่าย Jungle นี้จะไม่มีอยู่แล้ว แต่เรื่องราวและเหตุการณ์ต่างๆ ของผู้คนที่เคยไปใช้ชีวิตอยู่ในค่ายแห่งนี้ ก็จะยังคงอยู่ในความทรงจำของพวกเขาไปพักใหญ่ มันคงไม่อาจถูกลบเลือนลงไปได้อย่างง่ายดาย หรือสำหรับบางคนนั้นมันอาจจะคงอยู่ตลอดไป และไม่ว่าอดีตของพวกเขาจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าความทรงจำเหล่านั้นมันจะเลวร้ายหรือดีแค่ไหนก็ตาม บันทึกแห่งชีวิตบทใหม่ๆ ก็ยังคงรอคอยให้พวกเขาได้ขีดเขียนมันขึ้นมาเสมอ เมื่อพวกเขาพร้อมที่จะก้าวเดินต่อไป

ป้ายหน้าค่าย The Jungle

แหล่งข้อมูลภาพอ้างอิง
– http://english.ahram.org.eg/UI/Front/MultimediaInner.aspx?NewsContentID=190972&newsportalname=Multimedia
– https://www.foam.org/museum/programme/henk-wildschuthttps://www.artsy.net/show/foam-fotografiemuseum-amsterdam-henk-wildschut-calais-from-jungle-to-city
– https://www.bbc.com/news/world-europe-35462715
– https://metro.co.uk/2016/10/30/prayers-for-the-last-time-at-the-calais-jungles-makeshift-church-6224334/?ito=cbshare%20Twitter:%20
– https://twitter.com/MetroUK%20|%20Facebook:%20
-https://www.facebook.com/MetroUK/
– https://www.woolf.cam.ac.uk/blog/religion-in-the-calais-jungle
– https://www.amnesty.org/en/latest/news/2019/06/the-jungle-may-be-gone-but-solidarity-lives-on-in-calais/
– https://www.reuters.com/article/us-europe-migrants-calais-church-idUSKBN12U0X0
– https://www.express.co.uk/news/world/646746/Calais-Jungle-Migrant-camp-Migrants-Refugees-France-Eviction-Refugees-French-police
– https://www.theguardian.com/commentisfree/2015/dec/10/calais-jungle-refugee-camp-volunteer-conditions
– https://www.independent.co.uk/voices/visiting-the-calais-camps-made-us-ashamed-to-be-british-a6744331.html
– https://www.independent.co.uk/news/world/europe/refugee-crisis-what-life-is-really-like-inside-the-jungle-in-calais-a6674256.html
– https://www.dezeen.com/2016/03/09/interview-sophie-flinder-refugee-camp-calais-france-jungle-architects-planners/
– https://www.greenleft.org.au/content/jungle%E2%80%99s-torn-down-more-refugees-die-due-western-hypocrisy
– http://www.oapen.org/viewer/web/viewer.html?file=
-http://www.oapen.org/document/1004862
– https://www.prm.ox.ac.uk/event/lande

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

AUBE Wedding Venue

Visit /

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: beer singnoi

อีกหนึ่งโครงการที่น่าสนใจซึ่งพึ่งจะเปิดให้บริการเมื่อไม่นานมานี้คือโครงการพื้นที่สำหรับจัดงานแต่งงานแห่งหนึ่งในย่านราชพฤกษ์ที่ใช้ชื่อว่า AUBE Wedding Venue ซึ่งนับเป็นโครงการที่มีความพิเศษมากกว่าพื้นที่สำหรับจัดเลี้ยงหรือสถานที่ที่ถ่ายรูป Pre Wedding ทั่วไป

photo by beer singnoi
photo by beer singnoi

คุณพลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิกและหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัท PHTAA Living Design ผู้ออกแบบ ได้เล่าให้ทีมงาน ASA CREW ฟังว่าเป็นโครงการที่ต้องการนำเสนออาคาร ที่สนับสนุนการเกิดกิจกรรมในการแต่งงาน อย่างครบถ้วน ตั้งแต่พื้นที่สำหรับการเดินแห่ขันหมาก งานหมั้น ไปจนถึงการจัดงานเลี้ยงสมรส

AUBE Technical Drawing
AUBE Masterplan

พื้นที่สำหรับงานแต่งงาน
จุดเริ่มต้นของการออกแบบผังโครงการมาจากการตีความขั้นตอนของงานแต่งงานตามประเพณีดั้งเดิม อย่างการแห่ขันหมาก ซึ่งเป็นขั้นตอนที่มีวัตถุประสงค์เพื่อบอกให้ชาวบ้านในชุมชนรู้ว่ากำลังจะมีงานแต่งงานและมีคู่บ่าวสาวคู่ใหม่ ในปัจจุบันที่คู่บ่าวสาวมักไปใช้พื้นที่โรงแรม หรือพื้นที่จัดเลี้ยงอื่นๆ เพื่อจัดงานนั้น รูปแบบของพื้นที่มักไม่สอดคล้องกับลักษณะการเดินแห่ขันหมากมากนัก การวางผังของโครงการ AUBE Wedding Venue ตั้งใจออกแบบให้มีส่วนของระเบียงทางเดิน เพื่อใช้สำหรับการแห่ขันหมากโดยเฉพาะ ซึ่งระเบียงดังกล่าวมีลักษณะเป็นช่องโค้งสับหว่างกัน นับเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ได้ภาพที่สวยงามจากงานแต่งงานอีกด้วย นอกจากนี้ยังเน้นการใช้แสงธรรมชาติในส่วนห้องจัดเลี้ยง เพื่อให้ได้แสงในห้องที่เหมาะสมกับการถ่ายภาพที่ดูเป็นธรรมชาติ

photo by beer singnoi

การก่อรูปด้วยครึ่งโค้ง Archโค้งเหล่านี้ถูกพัฒนามาจากลิมโบ้หรือฉากที่ใช้ลบมุมห้อง ในสตูดิโอถ่ายภาพ ผู้ออกแบบเลือกใช้รูปทรงครึ่งโค้งเพื่อให้เกิดความหลากหลายในการจัดเรียง ทำให้เห็นรูปทรงโค้งได้ทั้งในส่วนของระเบียงสำหรับแห่ขันหมาก ห้องจัดเลี้ยง ไปจนถึงบันไดและระเบียงสำหรับให้เจ้าสาวโยนดอกไม้ ภายใต้ความโค้งที่เกิดขึ้นนอกจากทำให้คู่บ่าวสาวเป็นจุดสนใจในมุมมองของผู้ร่วมงานมากขึ้นและสร้างความรู้สึกร่วมของแขกเหรื่อแล้ว ยังทำให้เกิดแสงเงาที่มีเสน่ห์และดูนุ่มนวลบนผนังโค้งทั่วทั้งอาคารอีกด้วย

photo by beer singnoi

ผู้ออกแบบ: PHTAA Living Design
เจ้าของโครงการ: AUBE Wedding Venue
ที่ตั้ง: ถนนราชพฤกษ์ แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
สถานะ:  แล้วเสร็จ
พื้นที่โครงการ : 1500 ตร.ม.
Structural Engineer: Collage Engineering co., ltd
Lighting Designer: Jitlekha Rampongsar
Landscape Designer: Teerapong Sanguansripisut
Contractor: Kor-It Structural Design and Construction

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Pattani Decoded เทศกาลถอดรหัสปัตตานี 

Talk / 30 ก.ย. 2019

เรื่อง: ASA CREW Team
ภาพ: Faiz Phongprasert, Charif Phorhet, Overlay และ Bossakorn Buena

บรรยากาศงาน Pattani Decoded 2019

จากวันแรกจนถึงปัจจุบัน มลายูลิฟวิ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายกระจายศูนย์ย่อยที่ดำเนินการโดยสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ‘กรรมาธิการสถาปนิกทักษิณเขตภาคใต้ตอนล่าง’ โดยมีพันธกิจสำคัญในการทำให้บุคคลทั่วไปมองเห็นศัพยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ของสถาปนิก นำมาสู่การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 3 ปี ผ่านกิจกรรมเดินสำรวจย่านถนนอา-รมย์-ดี (อาเนาะรู ปัตตานีภิรมย์ ฤาดี) ในเมืองปัตตานี

ต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา พวกเขาและองค์กรเครือข่าย ร่วมกันจัดงาน “Pattani Decoded เทศกาลถอดรหัสปัตตานี” นิทรรศการงานออกแบบและศิลปะ นำเสนอความพยายามในการนำความคิดสร้างสรรค์มาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่จากความร่วมมือของหลายภาคส่วน แม้งานจะจัดขึ้นและผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน 2562  แต่เราขอส่งท้ายด้วยการพูดคุยกับ ราชิต ระเด่นอาหมัด ประธานกลุ่ม มลายูลิฟวิ่ง ถึงความประทับใจที่ผ่านมา และก้าวต่อไปที่พวกต้องเริ่มเตรียมการตั้งแต่วันนี้

บรรยากาศงาน Pattani Decoded 2019

“Pattani Decoded เริ่มต้นจากปีที่แล้ว ชวนพี่หมู นนทวัฒน์ เจริญชาศรี ผู้ก่อตั้ง DUCTSTORE เห็นพลังคนรุ่นใหม่ที่มาฟังบรรยาย ร่วมแรงร่วมใจของคนในชุมชน แกคิดว่าปัตตานีควรจัด Design Week ได้แล้ว แต่ถ้าบอกว่าเป็นเทศกาลออกแบบอาจจะเข้าไม่ถึง ก็เลยเอาหลักของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 12 หมวดมาใช้เป็นจุดเริ่มต้น เราก็พยายามหาข้อมูล ทำการบ้าน เกี่ยวกับนักออกแบบ ศิลปินไทย พยายามทำให้คนเห็นความสำคัญของวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาปนิกด้วย ทั้งศิลปิน ช่างภาพ ช่างที่ไม่ควรจะถูกลืม เชิดชูบุคคลพวกนี้ให้คนข้างนอกได้เห็น ใช้เวลาเตรียมงานกันมาประมาณครึ่งปีได้

หน้าตาของคนรุ่นใหม่ของปัตตานี ในงาน Pattani Decoded 2019

“ตั้งแต่เริ่มต้นวางแผนงานก็กดดัน เราไม่รู้ว่าผลตอบรับจะเป็นยังไง จะทำออกมาได้ดีแค่ไหน เราต้องของบประมาณกันเองด้วย ซึ่งก็มีจำกัดมาก ยิ่งใกล้วันงานยิ่งมีเรื่องฉุกละหุกเยอะ พลังของคนรุ่นใหม่เขาต้องการพื้นที่ตรงนี้ เป็นส่ิงที่เราประทับใจที่สุด ตอนที่เปิดรับอาสาสมัครในพื้นที่ แป๊บเดียวเขาสมัครกันมาเยอะมาก พอถึงเวลางานจริงก็ทำงานได้ดีด้วย อีกอย่างคือ เราต้องไปทาบทามศิลปิน คนทำงานในพื้นที่ เราไม่เจอคำปฏิเสธของใครเลย ขออะไรชาวบ้านเขายินดีหมด มันคืองานของทุกคนครับ มันไม่ใช่งานของเรา บ้านบางหลังเป็นบ้านร้าง โทรมมากๆ พอไปทำความสะอาด เจ้าของบ้านมาเห็นก็รู้สึกว่า บ้านเขามีคุณค่าขนาดนี้เลยเหรอ ถึงวันงานคนในพื้นที่เองยังตกใจว่าบ้านหลังนี้มันเปิดได้ยังไง เหตุผลก็คือ ก่อนหน้าที่เราค่อยๆ ทำเรื่องเดินย่าน อา-ลม-ดี ก็ไปชวนเขาคุยให้เห็นว่าเรามาคุยด้วยความบริสุทธิ์ใจ เราก็ได้รับความเชื่อใจจากเขาด้วย คนเข้ามาร่วมงานเยอะๆ เขาก็ได้เห็นว่ามันมีความสำคัญจริงๆ ไม่ได้เป็นงานฉาบฉวยหรือหวือหวา 

BOUNDLESS DESIGN COMPETITION
BOUNDLESS DESIGN COMPETITION

“อย่างกิจกรรม BOUNDLESS DESIGN COMPETTITION เกิดขึ้นจากการที่ โอ๋-ชนะ สัมพลัง จาก A49HD ซึ่งทำกิจกรรมด้วยกันมาตลอด ครั้งนี้เขาได้เป็นผู้เสนอเรื่องของการประกวดแบบสถาปัตยกรรม โดยเรากำหนดว่าพื้นที่ต้องอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ โดยที่เนื้องานนั้นไร้ขอบเขต ไม่จำเป็นต้องเป็นงานสถาปัตยกรรมเพียงอย่างเดียว เป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นประติมากรรมก็ได้ ทีมงานไม่นึกว่าคนจะส่งมาเยอะมาก ราว 150 ทีมได้ รอบแรกคัดเหลือ 10 ทีม เราก็เชิญ ผศ.บุญเสริม เปรมธาดา คุณชนะ สัมพลัง รวมถึงผู้ใหญ่ในชุมชนทั้งฝั่งคนจีนและมุสลิมก็มาช่วยกันตัดสินด้วย เราชวน รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต คุณศรัณย์ เย็นปัญญา มาจากกรุงเทพฯ เพื่อที่จะทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่า งานออกแบบมันเป็นของใกล้ตัว ทุกคนมีส่วนร่วมกับคำว่าออกแบบได้

รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต ในงาน Pattani Decoded
ผศ. บุญเสริม เปรมธาดา ในวันงานกิจกรรม  BOUNDLESS DESIGN COMPETITION

“เราตั้งใจว่าอยากให้มีคำถามต่อหลังจากงานจบอยู่แล้ว เรายังพูดไม่หมดในการทำเทศกาลนี้ครั้งเดียวหรอก คนที่มาเที่ยวงานก็จะรู้สึกว่างานมันเข้าถึงง่าย แน่นอนมันมีเชิงวิชาการที่หนัก แต่เราก็พยายามจะย่อยให้มันเข้าใจง่ายขึ้น ตอนนี้เราเห็นภาพแล้วว่ามันเดินต่อได้ หน่วยงานต่างๆ เริ่มหันมาสนใจ เพราะครั้งแรกที่ไปคุยเขายังนึกไม่ออก แต่ตอนนี้เขาเห็นภาพแล้ว เราก็จะพยายามต่อไปที่จะทำให้คนข้างนอกรับรู้ว่าคนข้างในเขาอยู่กันอย่างปกติ ส่วนคนข้างในก็ได้รู้ว่าเขามีของดีใกล้ตัว”

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ASA TAKSIN: การเดินทางสู่โลกนิรันดร์ “กลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน”

Learn / 25 ก.ย. 2019

เรื่อง: กิตติ เชาวนะ
ภาพ: ทรงพันธุ์ จันทร์ทอง

การเดินทางของเราเพื่อเรียนรู้วิถีความเชื่อและศรัทธาของกลุ่มสถาปนิกรุ่นใหม่ที่สร้างการขับเคลื่อนที่น่าจับตามอง เริ่มต้นขึ้นที่สำนักงานออกแบบสถาปัตยกรรมขนาดเล็ก ในชุมชนมุสลิมชานเมืองที่เงียบสงบของจังหวัดสตูลไม่ไกลจากชายแดนต่อเนื่องกับประเทศมาเลเซีย

ตราสัญลักษณ์ ‘กลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน’

‘กลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน’ เกิดจากการรวมตัวของสถาปนิก วิศวกร นักออกแบบสาขาต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อยอดองค์ความรู้วิชาการด้านสถาปัตยกรรมอิสลามและงานออกแบบที่เกี่ยวข้อง โดยการทำงานร่วมกับองค์กรทางด้านศาสนาและภาคส่วนต่างๆ ในสังคมมุสลิม ด้วยความเชื่อมั่นว่า “สถาปัตยกรรมจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็ง”

อุปกรณ์ในพื้นที่ทำงานของกลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน

จากการสนทนากับ ซัลมาน มูเก็ม หัวหน้ากลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชนและสมาชิกในกลุ่ม เกี่ยวกับพื้นฐานความศรัทธาและความเชื่อทางศาสนา พบว่าโลกและธรรมชาติ (Natural Origin) มี timeline จุดกำเนิดที่ 1 ส่วนโลกปัจจุบันเป็นโลกที่ 2 เกิดขึ้นเพื่อ “ทดสอบศรัทธา” และโลกที่ 3 หรือโลกหน้า เรียกว่า “โลกอาคีเราะห์” โดยพวกเขาทำงานเพื่อ “ผลบุญ” ทำความดีในแต่ละวัน เพื่อเอาไปเสนอต่อ “พระเจ้า” หลังความตายเพื่อขอความเมตตาเข้าสู่สวรรค์ของพระองค์

กลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน

คำถามในใจเกิดขึ้นจากการเรียนสถาปัตยกรรมว่า “เราจะทำความดีอย่างไรในวิชาชีพของเรา เพื่อสะสมวิชาความรู้ สะสมผลบุญ ความดี ให้ได้เยอะที่สุด” เมื่อผสานกับความเชื่อ ความหมายของสถาปัตยกรรม ที่ถูกตั้งคำถามกันเสมอในโรงเรียนสถาปัตยกรรม และแวดวงวิชาชีพ จึงเกิดข้อสรุปเป็นกรอบคิดหลักของกลุ่มว่า “สถาปัตยกรรม คือ สถานที่รองรับการทำความดี” ทางกลุ่มจึงมุ่งสร้างสถานที่รองรับการทำความดีเพื่อสังคม ทำงานร่วมกับองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

บรรยากาศในพื้นที่ทำงานของกลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน

สิ่งที่ยากและถือว่าเป็นการทดสอบศรัทธาของกลุ่มที่ “อยากใช้ความรู้ทางสถาปัตย์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสังคมและศาสนา” เกิดขึ้นเสมอทั้งในการทำงานแต่ละชิ้น เช่น การขออาสาทำงานออกแบบให้โดยขนโมเดลขนาด 2 เมตร ขึ้นรถไฟฟรีเพื่อไปแสดงงานในการระดมทุนจากผู้ศรัทธา เป็นจุดเปลี่ยนของระบบการทำงานที่ผู้ร่วมศรัทธาทุกคน คือเจ้าของ คือผู้ใช้งาน สถาปนิกต้อง “สื่อสาร” กับทุกคน เพราะสถาปนิกสามารถทำให้สังคมเห็นและเข้าใจได้โดยง่าย โดยทางกลุ่มใช้รูปแบบการออบแบบตามแนวมลายู ผ่านวิถีมุสลิม ซึ่งมีซ้อนทับกันหลายมิติ จำเป็นต้องศึกษาโครงสร้าง วัสดุและรายละเอียดจากงานสถาปัตยกรรมที่ผ่านมาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม

แบบจำลองอาคารผลงานของกลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน

หรือ “โครงการญาลันนันบารู” ที่เกิดจากการเห็นปัญหาในพื้นที่ของเด็กและเยาวชนมุสลิม จนเริ่มพัฒนาโครงการร่วมกับกุสต่ะ ผู้นำทางสังคม (ผู้รู้ทางศาสนา) ในการทำวิทยานิพนธ์สถาปัตยกรรมในมหาวิทยาลัย และได้พัฒนาโครงการจริงเพื่อแก้ปัญหาสำหรับเยาวชน ใช้ความดี ความรู้ และอาชีพ เพื่อช่วยแก้ปัญหา นอกจากนี้การได้รับบริจาคพื้นที่ 30 ไร่เพื่อทำโครงการ นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างประกายความหวัง แต่ก็ยังคงมีบททดสอบศรัทธาเรื่องงบประมาณก่อสร้าง จึงได้ใช้ชุดความรู้ การใช้ไม้มะพร้าวเพื่อก่อสร้าง โดยเรียนรู้ภูมิปัญญาร่วมกับชาวบ้าน ปอเนาะ (กระท่อม) ห้องเรียนเล็กๆ และอาคารละหมาดถูกสร้างยกพื้นเพื่อรบกวนพื้นที่บริเวณเดิมน้อยที่สุด การใช้ต้นมะพร้าวเป็นเสาไฟฟ้า หรือการเดินทางที่ลำบากต้องนั่งเรือเข้าไป และเมื่อโครงการเริ่มใช้งานจึงได้เข้าใจว่า “สถาปัตยกรรมมันมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้” สามารถเปลี่ยนแปลงเยาวชนได้หลายร้อยคน ยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่า “เรามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้”

แบบจำลองอาคารผลงานของกลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน

การทำความดี เหมือนสายธารที่หลั่งริน ถึงเราตายไปแต่สิ่งที่เราทำยังเป็นประโยชน์
การร่วมเดินทางทางความคิดดำเนินไปถึงบ่ายแก่ๆ จนเมื่อเสียงสัญญาณบอกเวลาละหมาดจากมัสยิดดังขึ้น เป็นเวลาที่ห้า เมื่อเงายาวเป็นสองเท่า เป็นเครื่องหมายที่เข้าใจได้ตรงกันว่ากลุ่มผู้ร่วมทางต้องเดินทางต่อด้วยศรัทธาตามหลักศาสนบัญญัติ และเราก็ต้องเดินทางต่อเช่นกัน สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางคราวนี้ นอกจากได้เห็นการเดินทางทางความคิด ความเชื่อ และศรัทธาของ “กลุ่มสถาปนิกมุสลิมเพื่อชุมชน” เรายังได้เข้าใจว่าการเดินทางอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจนนั้น สามารถสร้างพลังความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีงามมากขึ้นได้เพียงใดผ่าน “สถานที่รองรับการทำความดี”

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ASA LANNA: Little Shelter Hotel สถานปลีกวิเวกแบบคนรุ่นใหม่

Visit /

เรื่อง: อภิโชค เลขะกุล
ภาพ: W Workspace Company Limited

ด้านหน้าของ Little Shelter

Little Shelter เป็นโรงแรมขนาดเล็ก มีเพียงสิบกว่าห้อง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิงบริเวณบ้านเด่น ซึ่งเป็นย่านที่เก่าแก่แต่ก็ไม่ใช่ย่านที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่าน บริเวณโดยรอบมีบรรยากาศที่ร่มรื่นดั้งเดิม เหมือนซ่อนตัวอยู่หลังอาณาจักรของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทำให้อาจจะหาทางเข้ายากอยู่บ้าง แต่การที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ทำให้สามารถปลีกวิเวกจากความวุ่นวายของเมืองที่ห่างออกไปเพียงชั่วอึดใจเดิน แต่สามารถชื่นชมความงามจากมุมมองที่เกือบจะเป็นธรรมชาติดั้งเดิมของริมฝั่งแม่น้ำปิง

Little Shelter

Little Shelter เป็นอาคารสี่ชั้นเล็กๆ ดูเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเรียบๆ มีหลังคาทรงปั้นหยามุงด้วยแผ่นชิงเกิลไม้ เพื่อให้เชื่อมต่อกับหลังคา ผนังด้านหน้าตอนบนจะถูกกรุด้วยแผ่นชิงเกิลไม้หรือ “แป้นเกล็ด” แบบที่ใช้เป็นหลังคาเรือนพื้นถิ่นล้านนา และจะค่อยๆ เรียงสุ่มสลับกับแผ่นพลาสติกโพลีคาร์บอเนตที่ถูกตัดเป็นชิ้นขนาดเดียวกับแผ่นไม้ และถูกมุงแบบเดียวกันโดยไล่ความถี่ของการสลับจากบริเวณที่ทึบตอนบนสุดลงมาจนถึงบริเวณที่โปร่งตอนล่าง ทำให้มวลผนังที่กรุแผ่นไม้ทึบสลายลงมาสู่ความโปร่งของแผ่นพลาสติกที่มีความโปร่งแสงและการสะท้อนแสงที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดแสงที่มีความระยิบระยับมลังเมลืองแบบไทยๆ ทั้งเมื่อแสงผ่านจากภายนอกเข้ามาภายในตอนกลางวัน และจากภายในออกมาสู่ภายนอกในยามค่ำคืน เมื่อเดินผ่านประตูที่เจาะทะลุผนังโปร่งแสงเข้าไปด้านในของชั้นล่าง จะพบกับโถงที่แคบยาวและสูง แต่สว่าง โปร่งโล่ง มลังเมลืองไปด้วยพื้นผิว โครงสร้างและองค์ประกอบที่ขาวสะอาด คลุกเคล้ากับแสงที่ทะลุผ่านผนังโปร่งแสงตลอดความสูง ที่เชื่อมโยงที่ว่างและทางเดินของทั้งสี่ชั้นเข้าด้วยกัน

Little Shelter ข้างริมแม่น้ำปิง

Little Shelter มีการจัดวางการใช้สอยพื้นที่อย่างประหยัดและเรียบง่าย เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานสูงสุด ภายในประกอบด้วยส่วนต้อนรับ ซึ่งเป็นพื้นที่ต่อเนื่องกับส่วนบริการเครื่องดื่มและร้านอาหารที่มีที่นั่งทางด้านหลัง ซึ่งกั้นด้วยผนังกระจกทำให้เกิดความเชื่อมโยงกับสวนเล็กๆ ด้านหลัง ขนาบข้างด้วยสระว่ายน้ำที่ตั้งฉากกับอาคารและเชื่อมโยงมุมมองต่อไปยังแม่น้ำ บริเวณที่นั่งริมน้ำจะถูกกดให้ต่ำลงเพื่อให้ใกล้ชิดกับแม่น้ำ และไม่บังมุมมองจากร้านอาหาร ส่วนพื้นที่อีกสามชั้นบนจะเป็นห้องพักทั้งหมด ซึ่งเรียงกันเป็นแนวเดียว โดยขึ้นจากบันไดที่โถงด้านหน้า

ภายในห้องพักใช้กระจกเงาติดแบบโมเสกบนผนัง

ห้องพักจะเปิดประตูเข้าจากทางด้านหน้า มีการจัดเรียงลำดับแบบโรงแรมทั่วไป โดยมีส่วนห้องน้ำ ส่วนนอน ส่วนนั่งเล่นและมีระเบียงทางด้านหลังให้ออกไปชมวิวแม่น้ำ พื้นที่ในห้องค่อนข้างจำกัด แต่เพียงพอในการตอบสนองการใช้งานแบบคนรุ่นใหม่ และใช้การออกแบบที่ช่วยให้เกิดความโปร่งโล่งไม่คับแคบ โดยการใช้แท่นยกระดับที่เป็นพื้นผิวต่อเนื่องจากพื้นสีขาวเพื่อนั่งหรือวางของ และการโครงเหล็กสีขาวสะอาดสำหรับแขวนเสื้อผ้า แทนเฟอร์นิเจอร์ของห้องโรงแรมแบบเดิมๆ รวมถึงการใช้กระจกเงาติดแบบโมเสกบนผนังที่ทั้งช่วยซอยพื้นที่ลดขนาดผนังและสะท้อนภาพทำให้ดูกว้างขึ้น

บรรยากาศภายในห้องพัก

นอกจากนั้นการกระจายสลับแบบโมเสกของกระจกเงากับชิ้นวัสดุสีทึบตามโทนของภาพจำที่แตกต่างกันไปในแต่ละห้อง ช่วยเน้นจุดเด่นของห้อง ที่จะสามารถรับรู้ได้อย่างเต็มที่เมื่อนอนอยู่บนเตียง จะเห็นภาพจำของเมืองเชียงใหม่บนเพดานห้อง และต่อเนื่องลงมาถึงผนังจากเงาสะท้อนบนแผ่นโมเสกกระจก โดยภาพจะค่อยๆ เลือนสลายลงมาที่ผนัง ปนไปกับแผ่นโมเสกที่สลับระหว่างกระจกเงากับแผ่นสีทึบตามโทนสีของห้อง ทำให้มวลที่หนาแน่นของผนังถูกสลายลง และทำให้ดูไกลตา โปร่ง และโล่งขึ้น เปรียบได้กับความรู้สึกที่ค่อยๆ วูบหลับ และการค่อยๆ ตื่นขึ้นจากความฝันไปสู่ความจริง และเมื่อมองออกไปจากห้อง หรือเดินออกไปที่ระเบียง วิวธรรมชาติริมน้ำจะถูกกรอบด้วยผนังโปร่งแสง สร้างความแปลกใหม่น่าสนใจให้แตกต่างจากมุมมองจากห้องโรงแรมทั่วๆ ไป

บรรยากาศภายในห้องพัก

Little Shelter จะนำผู้มาเยือนจากภายนอกทะลุผ่านผนังแป้นเกล็ดโปร่งแสงที่เปรียบเสมือนฉากกั้นแห่งจินตนาการ เข้าไปปลีกวิเวกในโลกภายใน ด้วยไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศที่ขาวสะอาดมลังเมลือง ความสงบเป็นกันเองของสวนริมน้ำ หรือบรรยากาศในห้อง ซึ่งล้วนแล้วแต่จะช่วยให้ลืมจากภาระและความรับผิดชอบที่แบกรับอยู่ ไปหมกมุ่นอย่างเต็มใจกับโลกส่วนตัวด้วยมุมมองธรรมชาติที่งดงามดังอดีต หรือจินตนาการไปกับภาพจำของเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน

Little Shelter

Project Information

Project Name: Little Shelter Hotel
Client: Little Shelter Co., Ltd.
Location: 208/ 25 Chiang Mai-Lamphun Rd, Tambon Wat Ket, Amphoe Mueang Chiang Mai, Chang Wat Chiang Mai 50000
Architectural, Interior, and Landscape Design: Department of Architecture Co.
Principal Architect: Amata Luphaiboon
Twitee Vajrabhaya
Project Architect: Adhithep Leewananthawet
Architectural Design Team: Pitchaya Poonsin, Tanadeth Mahapolsirikun, Supavit Junsompitsiri
Interior Design Team: Yada Pianpanit, Apisara Lertrattanakit
Lighting Designer: Accent Studio by Nopporn Sakulwigitsinthu
Structural Engineer: NEXT Engineering Design Co., Ltd.
MEP Engineer: NEXT Engineering Design Co., Ltd.
Building Area: 890 sq.m.
Design Period: May/2017 – January/2018
Construction Period: December/2017- April/2019
Photographs: W Workspace Company Limited

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ASA ESAN: ศูนย์การเรียนรู้ ชุมชนบ้านหนองแสง

Visit / 23 ก.ย. 2019

เรียบเรียงโดย ดร.สรชัย กรณ์เกษม จากบทความเดิมโดย Pau Sarquella Fabregas
ภาพ : Beer Singnoi, Pau Sarquella Fabregas

ในช่วงปิดเทอมใหญ่ของทุกปี นิสิตปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบสถาปัตยกรรม (หลักสูตรนานาชาติ) หรือ INDA – International Program in Design and Architecture คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะมีการลงเรียนวิชาบังคับภายใต้รายวิชาโครงการออกแบบและก่อสร้างเพื่อชุมชน (Design and Construction Project for Communities) มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นิสิตได้สัมผัสงานก่อสร้างจริงในลักษณะต่างๆ ที่เน้นชุมชนด้อยโอกาสในประเทศไทย โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการออกแบบก่อสร้างที่ชุมชนมีส่วนร่วม และมีการประสานความร่วมมือระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

โรงเรียนอนุบาลดุมใหญ่ บ้านหนองแสง

โครงการสร้างอาคารสถาปัตยกรรมหนึ่งชั้นเพื่อใช้สำหรับการเรียนรู้และกิจกรรมชั้นอนุบาลของโรงเรียนดุมใหญ่ บ้านหนองแสงเป็นหนึ่งในทั้งหมด 5 โครงการจากรายวิชาโครงการออกแบบและก่อสร้างเพื่อชุมชนดังกล่าว เมื่อ ภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2561 นำทีมโดยอาจารย์ Pau Sarquella Fabregas และอาจารย์ Carmen Torres Gonzalez ซึ่งทั้งคู่เป็นอาจารย์สถาปนิกจากประเทศสเปน ร่วมกับผู้ช่วยสอนนายแทนสกุล สุวรรณกูฏ และนิสิต INDA อีก 21 คน และที่สำคัญยังได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากบริษัท Mitsubishi Elevator (Thailand) Co., LTD.

การริเริ่มของโครงการมาจากการตีโจทย์ความต้องการใช้พื้นที่ใช้สอยเพื่อการเรียนรู้และการทำกิจกรรมต่างๆของโรงเรียนดุมใหญ่ บ้านหนองแสง โดยขั้นแรกทางโรงเรียนมีความต้องการพื้นที่อยู่ที่ 50 ตารางเมตร แต่ด้วยความร่วมมือเพื่อตอบโจทย์กับความท้าท้ายในความต้องการใช้สอยของพื้นอย่างจริงจัง ทั้งจากครูใหญ่และทีมสร้างสรรค์งานออกแบบจาก INDA ทำให้สุดท้ายพื้นที่ได้ขยับขยายไปอยู่ที่ 300 ตารางเมตร ใช้เป็นพื้นที่การเรียนการสอนสำหรับนักเรียนชั้นอนุบาล พื้นที่เรียนรู้และเป็นบริเวณเล่นของเด็กๆ รวมไปถึงรองรับเป็นพื้นศูนย์กลางสำหรับชุมชนในหมู่บ้าน 500 คน ที่สามารถใช้พบปะทำกิจกรรมในชุมชน โดยมีที่ตั้งอยู่ท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

โรงเรียนอนุบาลดุมใหญ่ บ้านหนองแสง

ทีมนักออกแบบจาก INDA วางแผนโครงการโดยเริ่มจากการสร้างกลยุทธ์ที่ใช้ความสมดุลระหว่างเงินทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด ร่วมกับความคาดหวังอย่างสูงของทางโรงเรียนดุมใหญ่ ที่ต้องการจะได้พื้นที่ใช้สอยใหม่อย่างมีคุณภาพสำหรับ `นักเรียนชั้นอนุบาล’ การนำเสนอแนวความคิดในรูปแบบของอาคารจึงออกมาในลักษณะที่ให้หลังคา สามารถประกอบเป็นชุดเป็นหน่วย ที่มารวมกันและสามารถขยายต่อเติมต่อๆ ไปอีกได้ ตามความต้องการของโรงเรียนเองร่วมกับเงินทุนสนับสนุนที่จะมีเข้ามาในอนาคต โดยเทคนิคที่นำมาประยุกต์ใช้เพื่อการก่อสร้างนี้ เกิดจากการตีความหมายใหม่จากแนวความคิดดั้งเดิมที่มีสีสันอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของบ้านหนองแสง และความศักยภาพที่ชาวบ้านในท้องที่สามารถสร้างสถาปัตยกรรมได้ด้วยตัวเอง จากการใช้เทคโนโลยีและทรัพยากรที่สามารถหาได้ในท้องที่นั้นๆ ตัวอย่างเช่น ในส่วนของหลังคา มีการออกแบบรูปทรงให้มีปล่องเพื่อรับแสงสว่างและเกิดการถ่ายเทของอากาศในพื้นที่โดยธรรมชาติเพื่อสร้างสภาวะสบายให้เกิดขึ้นในตัวอาคาร ที่ปราศจากการพึ่งพาการใช้พลังงานไฟฟ้า การใช้ตามความเหมาะสมในคุณสมบัติของสภาพอากาศในเขตร้อนชื้นตามบริบทประเทศไทย

โรงเรียนอนุบาลดุมใหญ่ บ้านหนองแสง

สิ่งที่เป็นจุดเด่นที่เพิ่มคุณค่าของและความทรงจำการสร้างอาคารสถาปัตยกรรมย่อมๆหลังนี้ เกิดขึ้นในช่วงของขบวนการก่อสร้าง ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันในหลากหลายชั้นเชิง จากทีมนิสิตและทีมอาจารย์จาก INDA เองกับผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านหนองแสง รวมไปถึง เด็กนักเรียน ครูในโรงเรียน ช่างก่อสร้างจากท้องถิ่นไปจนถึงชาวบ้านที่แวะเวียนกันเข้ามา ความสัมพันธ์ ความร่วมมือและความสร้างสรรค์ที่ช่วยกันสร้างขึ้นจากคนมากมายหลากหลายวัย กับบรรยากาศสภาพแวดล้อมนานาชาติที่เกิดขึ้นเหล่านี้ เป็นพลังผลักดันให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และองค์ความรู้ อื่นเพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

นอกเหนือจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากโครงการ เด็กอนุบาลและครูมีพื้นที่ใช้สอย และสามารถให้ชาวบ้านได้ใช้พบปะ อาจารย์และนิสิตจาก INDA ได้เรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ไปแล้ว ตัวอาคารโรงเรียนอนุบาลดุมใหญ่ บ้านหนองแสงนี้เอง ก็ได้รับถึงสองรางวัล ในรางวัล The Opinion Prize และ a Jury Mention จากงานฉลองและแจกรางวัลการออกแบบประจำปี The Best Design of the Year, International FAD 2019 Awards ที่เมืองบาร์เซโลน่าในประเทศสเปนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยมีคำชื่นชมจากประธานกรรมการตัดสิน Anne Location (Lacaton & Vassal Architectes) ว่าเป็นโครงการที่มีความฉลาดในการใช้ทรัพยากรที่หาได้ในพื้นที่ที่ทำให้สามารถใช้ตัวอาคารสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องมือในการสร้างกิจกรรมที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการใช้สถาปัตยกรรมสร้างให้เกิดเเป็นจุดรวมของชุมชน

โรงเรียนอนุบาลดุมใหญ่ บ้านหนองแสง

Project Details:

Client: Ban Nong Saeng School

Dum Yai Ban Nong Saeng School Director: Mr.Suriya Thonukarn

Instructors: Pau Sarquella, Carmen Torres

Teacher Assistant: Tanskul Suwannakudt

Students: Prompruit Snitwongse, Chanin Homdee, Wasutop Viriyasuebpong, Proud Danpoe, Rasa Shirdel, Natthida Mongkonsiri, Napassorn Charoentra, Phannarath Siritantipat, Phannita Jiravatsatith, Parisorn Itsarapanich, Thanakarn Srathongin, Pongtrust Patcharapond, Chanai Chaitaneeyachat, Palakorn Guagulpipat, Natchapongtorn Gaesornsuwan, Ponrphat Bejrananda, Yada Chatavaraha, Noppanut Bovornratanavech, Natchaluck Radomsittipat, Nutnicha Attawutinun, Panat Triwattana (INDA Students)

Main Sponsor: Mitsubishi Elevator (Thailand) Co.,LTD.

Other Sponsors: Chaiwetch Thanapaisal, Director of Chiang Rai Prachanukroh Hospital; Udomsri Siriboonma; Luacha Po-op, Managing Director of MECT co.,Ltd. ; Banyat Pimproa, Managing Director of Plutotech Company Limited; Tanin Sajjaboribun, Chief Executive Officer (CEO) of Bangkok Sheet Metal Public co.,Ltd., ; Thanakorn Wongwises, Vice President, Partner Project & Eco Building Business, Thailand & Laos, Schneider Electric Thailand; Chanisa Ngamapichon; Boonsak Kiatjaroonlert, Managing Director of Kumwell Corporation Limited; Orunuma Xuto; Korachapol Khutrakul; Pakawipa Charoentra; Nonthapat Khutrakul; Toyota Motor Corporation Thailand.

Contractor: Huanhuk Construction LP

Photographer: Beer Singnoi, Pau Sarquella

Structural engineer: Siroj Tungkahotara

Build Surface: 380m2

Budget: 800,000 THB

Project and construction dates: June 2018 to October 2018

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ROUNDTABLE TALK: Let’s Talk about Spiritual Space

Talk / 17 ก.ย. 2019

เรื่อง : ASA CREW Team
ภาพ : ชนิภา เต็มพร้อม

วงสนทนาว่าด้วยการสร้างศาสนสถานของทั้งสองศาสนา

การออกแบบหรือก่อสร้างอาคารทางศาสนาอาจจะเป็นความฝันหรือปณิธานของศาสนิกในแต่ละศาสนามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ASA CREW มีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ และพระมาร์ค ชาควโร อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยและสถาปนิกผู้ผันตัวเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ของพุทธศาสนา โดยมีหัวข้อหลักคือ การพูดถึงข้อกำหนดหรือหลักคำสอนของศาสนาพุทธและศาสนาอิสลามที่พูดถึงเรื่องการสร้างศาสนสถานของทั้งสองศาสนา

ศาสตราจารย์ ดร.อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี

ASA CREW: เราเริ่มต้นคุยกันเรื่องของศาสนาอิสลามก่อน อยากจะทราบว่าศาสนาอิสลามมีข้อกำหนดอะไรที่เป็นเงื่อนไขในการเปลี่ยนผ่านเพื่อเข้ามาเป็นศาสนิกชนหรือเปล่า
ดร.อาดิศร์: มุสลิมหมายถึงผู้ที่นับถือศาสนาอิสลาม สิ่งสำคัญคือต้องมีความศรัทธาในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียวคือพระองค์อัลลอฮฺ มุสลิมจะปฏิบัติตามหลักคำสอนและทำความดีเพื่อหวังความโปรดปรานจากพระผู้เป็นเจ้า

ASA CREW: เด็กคนหนึ่งเวลาจะเข้ามาเป็นศาสนิกชนมีพิธีอะไรที่กำหนดว่านับแต่นี้ไปเขาได้เป็นมุสลิมแล้ว
ดร.อาดิศร์: การจะเป็นมุสลิมต้องเริ่มจากการศรัทธาและกล่าวคำปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลอฮฺและท่านนบีมุฮัมมัดเป็นรอซูลของพระองค์ เพียงแค่กล่าวคำปฏิญาณนี้ก็ถือว่าเป็นมุสลิม นอกจากนั้นจะมีข้อปฏิบัติ เช่น การละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาต การประกอบพิธีฮัจญ์ นี่คือหลักๆ ที่ต้องปฏิบัติ นอกเหนือจากนี้แล้ว ยังมีเรื่องการทำความดีตามที่บันทึกในคัมภีร์อัลกุรอานและการทำความดีตามแบบอย่างของศาสดา ซึ่งเป็นเรื่องของการปลูกฝังในครอบครัวและชุมชน เด็กที่เกิดในครอบครัวมุสลิมจะเห็นพ่อแม่ละหมาดทุกวัน เด็กก็จะซึมซับจากตรงนี้ เพียงแต่ว่าพอถึงช่วงอายุ 10 ขวบ ก็จะต้องเริ่มเข้มงวดว่าต้องละหมาดให้เรียบร้อยและตรงเวลา เพราะเป็นการแสดงความภักดีกับพระเจ้าโดยตรง

บรรยากาศในวัดนาป่าพง

ASA CREW: แล้วเรื่องของการเรียนคัมภีร์ มีข้อกำหนดเรื่องอายุหรือเปล่า
ดร.อาดิศร์: โดยปกติก็จะเรียนควบคู่ไปกับการเรียนวิชาสามัญปกติในโรงเรียน เพราะศาสนาอิสลามเราไม่มีนักบวช ฉะนั้นทุกคนจำเป็นต้องรู้เรื่องศาสนาเพื่อที่จะปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อก่อนในบ้านเรานั้นศึกษาศาสนาจากคัมภีร์ที่เป็นภาษาอาหรับทำให้มีคนเข้าใจน้อย ทำให้ต้องมีผู้รู้ศาสนาที่มีความรู้ด้านภาษาเป็นผู้อธิบายอีกต่อหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงโปรดให้จุฬาราชมนตรีทำการแปลคัมภีร์เป็นภาษาไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เลยเพราะทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้ได้มากขึ้น

ASA CREW: ในเรื่องการจัดสรรพื้นที่ทางสถาปัตยกรรม คัมภีร์อัลกุรอานมีข้อกำหนดหรือบัญญัติเกี่ยวกับศาสนสถานไว้บ้างหรือเปล่า
ดร.อาดิศร์: ในคัมภีร์แทบจะไม่ได้กำหนดรูปแบบอะไรของศาสนสถานเอาไว้ เพียงแค่บอกหลักการเอาไว้ว่าในเวลาที่ละหมาดต้องหันหน้าไปทางทิศกิบลัตซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารกะอฺบะฮฺในมัสยิดอัลฮะรอมในนครมักกะฮฺครับ และในการสร้างมัสยิดเราจะระลึกเสมอว่าเรากำลังจะสร้างบ้านของพระเจ้า เพื่อที่มุสลิมจะได้แสดงความภักดีต่อพระเจ้า ทุกชุมชนก็พยายามจะสร้างมัสยิดในแบบที่ดีที่สุดตามที่ศักยภาพของชุมชนนั้นๆจะสามารถทำได้แต่จะระมัดระวังไม่ให้สร้างหรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินจำเป็น ซึ่งถ้าย้อนกลับมาในอดีตของบ้านเรา มัสยิดตามชุมชนก็จะสร้างตามรูปแบบเรือนไม้ของแต่ละพื้นที่ เพียงแต่ว่าอาจจะใหญ่กว่าเรือนทั่วๆไป หรืออาจจะมีการใช้ลวดลายฉลุไม้เป็นส่วนตกแต่งมากหน่อย เพื่อแสดงออกว่านี่คืออาคารที่ที่พิเศษกว่าอาคารอื่นๆ ในสมัยต่อมา บางชุมชนที่มีขุนนางที่เป็นชาวมุสลิมอาศัยอยู่ ก็จะสร้างมัสยิดตามรูปแบบที่คิดว่าที่ดีที่สุดในยุคนั้น ซึ่งอาคารที่ดีที่สุดในบ้านเราในสมัยนั้นก็คืออาคารสถาปัตยกรรมประเภทวัดและวัง มัสยิดในสมัยนั้นก็เลยอาจจะได้รับอิทธิพลทางรูปแบบจากสถาปัตยกรรมไทย ยกตัวอย่างเช่น มัสยิดต้นสนหลังเดิม หรือมัสยิดบางหลวง ต่อมาเมื่อเริ่มมีชาวต่างชาติเข้ามามากขึ้น มัสยิดก็มีการเปลี่ยนแปลงไปมีลักษณะเป็นอาคารแบบยุโรปมากขึ้น แต่ก็มีลักษณะบางอย่างให้รู้ว่าอาคารหลังนั้นเป็นแบบอิสลาม ยกตัวอย่างเช่น มัสยิดบางอ้อ ซึ่งเป็นตึกยุโรปแต่มีโดมแบบอิสลาม จากนั้นก็มีพัฒนาการทางด้านรูปแบบมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันที่มีสถาปนิกจบตามระบบการศึกษาในแบบสากล ก็มีการศึกษารูปแบบที่ตีความจากหลักคำสอนมากขึ้น ไม่ว่าจะสร้างในรูปแบบใด แนวทางในการสร้างมัสยิดส่วนใหญ่มีที่มาจากการสร้างตามแบบอย่างของท่านศาสดา สิ่งสำคัญประการแรกคือมัสยิดที่ท่านสร้างนั้นหันไปยังทิศกิบลัตตามคำสั่งของพระเจ้า มัสยิดที่สร้างในเวลาต่อมาจึงหันไปทิศกิบลัตเพื่อแสดงความภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว อย่างที่สองคือพื้นที่ภายในมัสยิดจะต้องมีความสะอาด สงบ และแสดงถึงความเท่าเทียมกันคือทุกคนเสมอกันภายใต้ความเมตตาของพระเจ้า อย่างที่สามคือตัวอาคารตอบสนองภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และวัสดุท้องถิ่น และไม่หรูหราฟุ่มเฟือยเกินจำเป็น ทำให้มัสยิดในแต่ละพื้นที่ก็จะมีความแตกต่างกันไป ซึ่งไม่ได้เป็นข้อบังคับแต่เป็นเหมือนแนวทางปฏิบัติเสียมากกว่า

พระมาร์ค ชาควโร

ASA CREW: ทางฝั่งของศาสนาพุทธ ในพระไตรปิฎกมีข้อกำหนดอะไรเกี่ยวกับการสร้างวัดหรือศาสนสถานเอาไว้บ้างหรือเปล่า
พระมาร์ค: คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงบัญญัติไว้ จะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ ธรรมและวินัย ในส่วนของวินัยก็คือข้อปฏิบัติของภิกขุ ซึ่งบัญญัติขึ้นเพื่อความตั้งมั่นของพระสัทธรรม การอยู่อาศัยของภิกขุก็จะมีบัญญัติเอาไว้ เช่น การสร้างกุฏิสงฆ์ ถ้าไม่ได้มีผู้แสดงความประสงค์ว่าจะสร้างให้ แต่ภิกขุนั้นเป็นผู้ที่ไปขอฆราวาสให้สร้างเพื่อตัวเอง ก็จะสร้างได้กว้างไม่เกิน 7 คืบพระสุคต ยาวไม่เกิน 12 คืบพระสุคต (สาวกรุ่นหลังจะสรุปว่า 1 คืบพระสุคตเท่ากับ 25 ซม.) จะต้องสร้างบนที่ดินที่ไม่มีเจ้าของและต้องมีชานรอบ หากไม่ทำตามพระวินัยบัญญัตินี้ก็จะถูกปรับอาบัติ แต่ถ้ามีผู้มาแสดงเจตนาว่าจะสร้างให้ ก็ไม่ได้มีข้อกำหนดบังคับ ทรงอนุญาตให้สร้างได้ตามความเหมาะสมของข้อธรรมและวินัย ในกรณีที่สงฆ์หลายรูปมาอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะเรียกว่ามีอาวาสเดียวกัน ก็มีกิจของสงฆ์ที่จะต้องทำพร้อมกัน พระพุทธเจ้าจึงทรงกำหนดขอบเขตของอาวาสขึ้นเรียกว่าเขตสีมา โดยกำหนดขอบเขตด้วยเครื่องหมาย 8 อย่างคือ ภูเขา แผ่นหิน ป่าไม้ ต้นไม้ หนทาง จอมปลวก แอ่งน้ำ แม่น้ำ และทรงอนุญาตเขตสีมาไม่เกิน 3 โยชน์ (1 โยชน์เท่ากับ 16,000 เมตร) บัญญัติเรื่องสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ เช่น กุฏิ ทางจงกรม วิหาร ห้องน้ำ ก็จะเน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก ไม่ได้ทรงบัญญัติในเรื่องของรูปแบบ หรือรูปร่างหน้าตาเท่าไหร่ แต่จะเน้นไปที่ข้อปฏิบัติตัวของภิกขุเมื่อเกี่ยวข้องสถานที่หรือกิจกรรมนั้นๆ

ASA CREW

ASA CREW: ในมุมของศาสนาอิสลาม องค์ประกอบที่รวมกันเป็นมัสยิดมีอะไรบ้าง
ดร.อาดิศร์: ท่านศาสดากล่าวไว้ว่า “พื้นดินทั้งหมดเป็นที่ที่สามารถทำการละหมาดได้” ซึ่งต้องเป็นพื้นที่สะอาดและไม่อยู่ในข้อห้าม แต่มุสลิมอยากจะมาละหมาดที่มัสยิด เพราะมีข้อบัญญัติว่าทุกก้าวที่เดินทางไปละหมาดที่มัสยิดนั้นนับเป็นผลบุญทั้งสิ้น ตัวมัสยิดจึงเป็นเหมือนที่หมายของคนในชุมชนมุสลิม มัสยิดจึงรองรับกิจกรรมที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการละหมาด การทำบุญให้กับเด็กที่เกิดใหม่ การทำพิธีศพ การแต่งงาน และการจัดกิจกรรมชุมชนอย่างการพบปะพูดคุย การสอนอ่านพระคัมภีร์ หรือแม้กระทั่งเป็นพื้นที่ทำกิจกรรมของเด็กๆในชุมชน และเมื่อถึงเวลาละหมาดก็จะมีการอะซานหรือประกาศให้ทุกคนมาละหมาดพร้อมกัน ทุกกิจกรรมจะหยุดทั้งหมดเพื่อให้ทุกคนได้ร่วมกันละหมาด การอะซานนี้เดิมก็จะให้คนปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านที่สูงที่สุดเพื่อให้ได้ยินไปทั่ว ซึ่งภายหลังก็มีการพัฒนาเป็นการสร้างหออะซานเพื่อให้สามารถอะซานได้ไกลขึ้นแล้วก็เป็นจุดสังเกตว่าที่ไหนมีหออะซานก็แปลว่ามีชุมชนมุสลิมอยู่ ฟังก์ชันอื่นอย่างเช่นแท่นมินบัรนั้นเกิดจากการที่ต้องการให้คนเห็นและได้ยินผู้พูดได้ชัดเจนขึ้น จึงทำแท่นให้สูงขึ้น หรือองค์ประกอบอย่างซุ้มมิห์รอบก็เกิดจากการที่บางครั้งชาวมุสลิมที่ไม่เคยเข้ามัสยิดนั้นๆ มาก่อนอาจจะงงว่าทิศทางไหนคือทิศทางที่ต้องหันไปเพื่อละหมาด ก็มีการสร้างซุ้มที่ประดับด้วยลวดลายหรือการใช้อักษรประดิษฐ์จากข้อความในคัมภีร์หรือพระนามของพระเจ้าพระศาสดาเพื่อให้ศาสนิกรู้ว่าทิศทางนี้คือทิศทางที่ต้องหันไปขณะละหมาด ก็จะเห็นว่าองค์ประกอบแต่ละอย่างนั้นเกิดจากการใช้งานหรือฟังก์ชันแทบจะทั้งหมด

ASA CREW: ในศาสนาอิสลามจะไม่สร้างรูปเหมือนหรือรูปเคารพของพระเจ้า แล้วชาวมุสลิมใช้สัญลักษณ์หรือรูปแบบทางสถาปัตยกรรมอะไรที่มีความหมายแทนพระเจ้าบ้างหรือเปล่า
ดร.อาดิศร์: ไม่มีเลยครับเพราะถือเป็นข้อห้ามที่จะทำอะไรเทียบเคียงหรือเสมอพระเจ้า เราจะไม่ใช้สัญลักษณ์แทนพระองค์แต่จะใช้สัญลักษณ์หรือลักษณะทางสถาปัตยกรรมที่ทำให้ระลึกถึงพระองค์มากขึ้นอย่างเช่นอักษรประดิษฐ์ที่เขียนพระนามของพระเจ้าหรือข้อความจากคัมภีร์ หรือการออกแบบเชิงสัญลักษณ์ที่มีการตีความสรวงสวรรค์ตามคัมภีร์อัลกุรอานแล้วนำมาเป็นแนวทางการวางผังที่สื่อถึงสวนในสวรรค์ แต่ตรงนี้ยังไม่ค่อยพบในบ้านเราสักเท่าไหร่

ASA CREW

ASA CREW: ศาสนาอิสลามจะมีลักษณะของการอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนแต่ศาสนาพุทธจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องของการปฏิบัติของแต่ละบุคคล อะไรคือความสมดุลของการปลีกวิเวกเข้าไปอยู่ในป่าเพื่อปฏิบัติธรรม กับการสอนธรรมะให้ชาวบ้านในชุมชนในมุมของพุทธศาสนา
พระมาร์ค: ความเกี่ยวข้องกันระหว่างนักบวชกับคฤหัสถ์ทรงตรัสไว้ว่า คฤหัสถ์บำรุงนักบวชด้วยปัจจัย 4 คือ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร ส่วนนักบวชพึงอุปการะคฤหัสถ์ด้วยการแสดงธรรมของพระศาสดา ต่างคนต่างอาศัยกันและกันในการถอนกิเลส เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ การมาวัดของพุทธบริษัทคือการมาถวายทาน รักษาศีล เจริญภาวนา มาได้ยินได้ฟังในสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟัง เมื่อฟังธรรมไปแล้วก็หลีกไปปฏิบัติด้วยการนั่งสลับเดิน เพื่อเพ่งพิสูจน์ข้อธรรม และทำความเข้าใจกับสัจธรรมที่ทรงสอนเกี่ยวกับการทำงานของจิต เหล่านี้เป็นการทำความเพียรเผากิเลส เพื่อให้หลุดออกจากระบบของความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ธรรมของพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่าเป็นอนุศาสนีปาฏิหารย์ คือปาฏิหาริย์ของคำสอนที่ทำให้ปุถุชนพัฒนาเป็นอริยบุคคลได้ จริงๆแล้วการทำความความเพียรนี้สามารถปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ จะยืน เดิน นั่ง นอน หากมีความคิดที่เป็นอกุศลเกิดขึ้นก็ให้ละทิ้งเสีย กลับมาระลึกรู้อยู่ที่กายของตนเอง หากแต่ว่าถ้าเราได้มาที่วัดนั้น เป็นการสละเวลาจากการใช้ชีวิตปรกติที่วุ่นวายอยู่กับโลกธรรม แล้วแบ่งเวลามาแสวงหาสิ่งที่ประเสริฐกว่า

อาคารไม้กลางน้ำที่วัดนาป่าพง

ASA CREW: แล้วอย่างที่วัดนาป่าพงนี่การอยู่อาศัยหรือการปฏิบัติของพระเป็นอย่างไร
พระมาร์ค: การใช้ชีวิตก็จะเป็นไปตามธรรมวินัยที่ทรงบัญญัติให้มีความมักน้อยสันโดษ อย่างเช่นจีวร พระสงฆ์ที่นี่ก็ต้องย้อมเองตามพระวินัยที่กำหนดว่าภิกขุได้จีวรมาใหม่พึงถือเอาวัตถุสำหรับทำให้เสียสี 3 อย่าง อย่างใดอย่างหนึ่ง คือของเขียวครามก็ได้ ตมก็ได้ หรือของดำคล้ำก็ได้ และจีวรจะย้อมด้วยน้ำฝาด ที่นี่ก็จะใช้น้ำย้อมที่ได้จากเปลือกมังคุดกับแก่นขนุน ดังนั้นวัดจึงจะต้องมีพื้นที่สำหรับซักผ้า ย้อมผ้า และตากจีวรที่ย้อมแล้ว ส่วนกิจข้อวัตรของภิกขุก็มีทั้งกิจส่วนรวม กิจส่วนตัว มีการดูแลเสนาสนะของวัด มุ่งเน้นการภาวนาเป็นหลัก การใช้สอยเสนาสนะก็เป็นไปตามที่ทรงบัญญัติว่า ให้ใช้สอยเสนาสนะเพียงเพื่อบำบัดความร้อนความหนาว เหลือบ ยุง ลมแดด ภัยอันตรายจากดินฟ้าอากาศ เพื่อความยินดีในการหลีกเร้น เพราะฉะนั้นสิ่งก่อสร้างจะเป็นไปอย่างไรก็ได้ให้สอดคล้องกับคำสอน อย่างตอนน้ำท่วมปี 2554 วัดก็ได้รับผลกระทบพอสมควร ทำให้การพิจารณาจะทำอะไรก็ต้องคำนึงถึงอันตรายจากน้ำท่วมด้วย

พระมาร์ค ชาควโร

ASA CREW: การสวดมนต์หรือการทำวัตรของพระสงฆ์มีข้อกำหนดอะไรบ้าง
พระมาร์ค: เรื่องของการสวดมนต์พระพุทธเจ้าจะไม่ได้มีข้อกำหนดตายตัว แต่ทรงตรัสไว้ว่าการสาธยายธรรมของพระองค์นั้นเป็น 1 ใน 5 หนทางที่จะทำให้ถึงการหลุดพ้นได้ ส่วนภิกขุก็จะมีวินัยบัญญัติเรื่องการสวดปาฏิโมกข์(การสวดทบทวนศีลอันเป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์) ซึ่งเป็นข้อบังคับของสงฆ์ที่จะต้องสวดทุกกึ่งเดือนหากอยู่กันตั้งแต่ 4 รูปขึ้นไป การกำหนดพื้นที่ในการสวดปาฏิโมกข์ในอาวาสนั้นก็จะค่อนข้างยืดหยุ่นมากพอสมควร

ASA CREW: แล้วทางฝั่งศาสนาอิสลาม หน่วยเล็กที่สุดของพื้นที่สำหรับละหมาดควรจะมีขนาดพื้นที่เท่าไหร่
ดร.อาดิศร์: ท่านศาสดาบอกว่าพื้นที่ทั้งหมดถ้าเป็นที่สะอาดก็ถือว่าสามารถทำละหมาดได้ พื้นที่เล็กที่สุดของการละหมาดก็จะอยู่ที่ประมาณ กว้าง 0.5-0.6 ม. ยาว 1.20 ม. หรือก็คือ พื้นที่ที่พอจะให้คนหนึ่งคนก้มลงกับพื้นได้เท่านั้นเอง แค่ต้องระวังด้านหน้าไม่ให้มีอะไรรบกวน อย่างในสังคมปัจจุบันที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้านอย่างเช่นตามออฟฟิศต่างๆ ก็คือ ใช้แค่พื้นที่ข้างโต๊ะทำงานที่สะอาดและสงบ ปูผ้าก็ใช้ได้แล้ว ในสถานที่สาธารณะบางแห่ง เช่น สนามบิน โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้าเขาก็มีการสร้างห้องละหมาดเตรียมเอาไว้ให้ด้วย แต่เราก็มีข้อยกเว้นนะครับอย่างเช่นคนที่เดินทางไกลก็จะได้รับการผ่อนผันให้สมารถย่อรวมการละหมาดให้สั้นลงได้

ศาสตราจารย์ ดร.อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี

ASA CREW: แล้วในสถาปัตยกรรมอิสลามร่วมสมัยที่อยู่ในเมืองซึ่งพื้นที่ค่อนข้างที่จะหนาแน่น หน่วยเล็กที่สุดของการออกแบบมัสยิดควรจะเป็นอย่างไร หรือในแง่ของการเป็นพื้นที่ศูนย์กลางชุมชนปัจจุบันนี้มีวิธีการในการจัดการพื้นที่อย่างไร
ดร.อาดิศร์: หน่วยเล็กที่สุดสำหรับการละหมาดก็คือพื้นที่สำหรับคน 1 คนก้มลงกับพื้นโดยหันหน้าไปยังทิศกิบลัต แต่เมื่อมาละหมาดรวมกัน จะมีอิหม่ามหรือผู้นำยืนอยู่หน้าสุด และมีผู้ตามเข้าแถวละหมาดตามหลังอิหม่าม ถ้าแถวเต็มก็จะขึ้นแถวใหม่ต่อไปทางด้านหลัง มีการแยกชายหญิงเป็นสัดส่วน หลักการออกแบบก็ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขเหล่านี้ด้วย ซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องการเป็นศูนย์กลางชุมชนก็อาจจะไม่ได้ดูแค่พื้นที่ละหมาดอย่างเดียวแต่ต้องดูการใช้สอยของแต่ละชุมชนด้วย เช่นบางที่ใช้เป็นพื้นที่สอนหนังสือก็ต้องดูว่าขนาดที่เหมาะสมสำหรับที่จะให้นั่งล้อมวงกันเพื่ออ่านหนังสือได้เป็นอย่างไร หรือบางที่เป็นที่สอนวิชาชีพก็ต้องคำนึงถึงว่าจะต้องใช้พื้นที่เท่าไหร่สำหรับกิจกรรมประกอบวิชาชีพแบบไหน ในปัจจุบันแม้จะแยกฟังก์ชันต่างๆออกจากโถงละหมาดมากขึ้น แต่มัสยิดก็ยังเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆในชุมชนเข้าด้วยกัน การวางผังมัสยิดจึงมักมีความสัมพันธ์กับผังชุมชนและเชื่อมโยงกับสถานที่สำคัญในชุมชน เช่น สุสาน อาคารเรียน ห้องสมุด และห้องประชุม การขยายต่อเติมมัสยิดโดยทั่วไปมักมีการประชุมกันเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีการจัดระเบียบพื้นที่ในชุมชนและมีการสละพื้นที่ส่วนตัวเพื่อให้สร้างมัสยิดได้กว้างขวางรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น

ทีนี้พูดถึงเรื่องตัวสเปซข้างในก็จะรู้สึกว่าถ้าไม่มีข้อจำกัดอย่างนี้แล้วจะออกแบบอย่างไร แต่ว่าอย่างที่บอกว่าในปัจจุบันที่มีการศึกษาวิชาชีพสถาปัตยกรรมแบบเต็มหลักสูตรมากขึ้นก็มีสถาปนิกมุสลิมรุ่นใหม่ๆ ที่มีการศึกษาหลักคำสอนมาตีความเป็นองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม เช่นการคิดว่ารูปทรงเรขาคณิตที่ถูกนำมาใช้ในสถาปัตยกรรมมุสลิมนั้นมีความสัมพันธ์ต่อสัดส่วนมนุษย์อย่างไร มีผลต่อความรู้สึกอย่างไรหรือสัมพันธ์กับผังชุมชนอย่างไร แล้วก็ทำให้เกิดเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้เกิดความภักดีต่อพระเจ้า ตรงส่วนนี้ก็เช่นการนำแสงมาใช้ในอาคารเพื่อให้เกิดสภาวะที่สงบและพร้อมปฏิบัติศาสนกิจหรือการนำองค์ประกอบต่างๆ มาใช้เพื่อให้เกิดสภาวะน่าสบายในมัสยิดเพื่อตอบสนองต่อการอยู่อาศัยในพื้นที่เขตร้อน

ศาสตราจารย์ ดร.อาดิศร์ อิดรีส รักษมณี

ASA CREW: จากมุมมองของศาสนาพุทธ ความเงียบมีความจำเป็นแค่ไหนในการปฏิบัติธรรม
พระมาร์ค: พระพุทธเจ้าสอนให้เรามีความยินดีในการวิเวกหลีกเร้น การไม่คลุกคลี ซึ่งการจะได้สมาธิจะต้องดับอกุศลเสียก่อน หากเราอยู่ในที่ที่มีเสียงหรือมีสิ่งรบกวนเยอะอาจจะทำให้เราได้สมาธิยาก เราจะคิดตลอดเวลา แต่พระพุทธเจ้าสอนให้เราทิ้งความคิด แล้วมาทำจิตให้สงบ ความเงียบจะช่วยลดผัสสะภายนอกลง เกื้อกูลต่อการพิจารณาในภายในให้เห็นความเกิดขึ้น และความดับไปของอารมณ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้เห็นสัจจะว่า สิ่งที่เรายึดถือว่าเป็นเรานั้น ล้วนมีความไม่เที่ยง มีความแตกสลาย มีความเป็นตัวตนชั่วคราว และจะเกิดปัญญาเห็นตามเป็นจริงว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา

ASA CREW: ในมุมของศาสนาอิสลาม ความเงียบถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำเป็นของศาสนสถานหรือเปล่า
ดร.อาดิศร์: จริงๆแล้วในการละหมาดต้องการสมาธิ ถ้าพื้นที่มัสยิดเงียบสงบก็จะทำให้ประกอบศาสนกิจได้ดีขึ้น การออกแบบมัสยิดต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในชีวิตประจำวันเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งรบกวนอยู่ทั่วไป เช่นเสียงรถยนต์ เสียงที่เกิดจากการใช้ชีวิตของผู้คน หรืออะไรต่างๆ เราต้องพยายามเลือกสถานที่ที่ห่างไกลสิ่งรบกวนและป้องกันให้ดีที่สุด ยอมรับและทำให้ดีที่สุดจากเงื่อนไขที่มีอยู่

ASA CREW
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

เนินเขาไข่มุกกับแนวคิด Zero Waste

Visit /

เรื่อง : สุกฤษ ตันติสุวิทย์กุล
ภาพ :  HAS design and research

Courtesy of Shanghai Exhibition Center

เมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยมชมผลงานการออกแบบพาวิลเลียน Pearl Art Museum (PAM) x Life and Art boutique (LAb) ที่จัดแสดงในงาน Shanghai Design Week 2019 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม ถึง 1 กันยายน พ.ศ. 2562 งานนี้เป็นงานจัดแสดงและกิจกรรมเสวนาประจำปีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสินค้า การบริการในแวดวงการออกแบบ ซึ่งจัดขึ้นที่ Shanghai Exhibition Center อาคารเก่าแก่สไตล์โซเวียตที่สร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างจีนและรัสเซียเมื่อ 65 ปีก่อน กลางเมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

Hidden Mountain of Art Space (Courtesy of HAS design and research)

ในปีนี้ ภายในงานประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มธุรกิจชั้นนำกว่าร้อยองค์กร แต่ที่เตะตามากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นพาวิลเลียนของ Pearl Art Museum ภายใต้ชื่อ Hill of PAM ที่มีความน่าสนใจทั้งแนวคิดการออกแบบ การใช้งาน และการตอบโจทย์เฉพาะตัวที่มากไปกว่าการออกแบบ จากการพูดคุยกับผู้ออกแบบสถาปนิกชาวไทย คุณป้อ – กุลธิดา ทรงกิตติภักดี ที่อยู่ในวงการออกแบบจีนมาระยะหนึ่งและเป็นผู้เขียนหนังสือ ตึก ตึก โป๊ะ จังหวะชีวิต สถาปนิก ทุนเปียโน สู่แดนมังกร และคุณ Jenchieh Hung (เจอร์รี่) พาร์ทเนอร์ชาวไต้หวันที่ทำงานร่วมกันในนาม HAS design and research จึงอยากนำมาเล่าและขยายความต่อในส่วนที่น่าสนใจดังนี้

Moveable Unit (Courtesy of HAS design and research)
Moveable Unit (Courtesy of HAS design and research)

สัมผัสประสบการณ์เนินเขาไข่มุก
Hill of PAM มีแนวคิดสำคัญในเรื่องการออกแบบพื้นที่จัดแสดงที่เป็นส่วนหนึ่งของงาน Shanghai Design Week 2019 สนับสนุนการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมงาน แต่ยังคงไว้ซึ่งภาษาทางสถาปัตยกรรม ผนวกกับการสอดแทรกพื้นที่ใหม่ 54 ตารางเมตรของพาวิลเลียนให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่เดิมได้อย่างกลมกลืน และอยู่บนแนวคิดของการนำกลับมาใช้ใหม่แบบ zero waste อีกด้วย หลังจากที่ทีมออกแบบทดลองแนวความคิดมากกว่าสามสิบแบบ จึงมาลงตัวกับแนวคิด “เนินเขาไล่ระดับ” ที่ดึงเอามิติของผนังลาดมาเชื่อมยังพื้นทางเดิน และยังสร้างพื้นที่ได้อย่างเป็นสัดส่วน รังสรรค์ประสบการณ์ที่น่าสนใจ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านทางสายตาของผู้เข้าร่วมงาน โดยการสร้างมิติของการบดบังและการเปิดเผยอย่างเป็นลำดับ ทำให้ผู้ค้นได้เกิดความสงสัยความรู้สึกประหนึ่งย่างก้าวเข้าไปในขุนเขา ช่วยกระตุ้นความใคร่รู้และมีส่วนร่วมกับพื้นที่จัดแสดง โน้มน้าวการใช้เวลาเพื่อสัมผัสและทำความเข้าใจที่มาที่ไปของวัสดุที่นำมาก่อสร้าง โดยเฉพาะในส่วนพื้นผิวของเนินเขาที่เป็นจัดวางนิตยสารตกรุ่นไม่ใช้แล้วราว 1,000 เล่ม ถูกชุบชีวิตทาสีปกใหม่เป็นสีขาวไข่มุกสลับกัน 3 โทนสี สามารถเห็นเป็นจุดเด่นได้จากระยะไกล

ผังการเรียงนิตยสาร 3 โทนสีในพาวิลเลียน (Courtesy of HAS design and research)

ความงามและการใช้งานที่เป็นมากกว่าการแสดงออก
โดยปกติแล้วการทำงานออกแบบเชิงพาวิลเลียนจะเน้นในส่วนของการเป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์หรือองค์ประกอบทางศิลป์ รวมถึงการใช้งานด้านการนำเสนอเนื้อหาหลักแก่ผู้ชม แต่ในการออกแบบ Hill of PAM ซึ่งถูกแบ่งเป็นสองโซนหลัก มีการมองประเด็นที่ครอบคลุมไปในส่วนของการใช้งานด้านอื่นๆ ด้วย จากการสังเกตภายในงานจะเห็นว่าในพื้นที่โซนแรกถูกวางประดับด้วยผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดแสดง ได้รับการใช้งานเชิงส่วนร่วมโต้ตอบกับผู้ใช้ผ่านพื้นผิวของวัสดุ ความหนาของลำดับชั้น การตัดกันของสีสันผลิตภัณฑ์และพื้นผิวที่ชัดเจน ทำให้จุดประกายการสนทนาระหว่างผู้คนที่สัญจรไปมากับตัวพาวิลเลียนได้อย่างน่าสนใจ

นิตยสารเปิดได้ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จับต้องได้
(Courtesy of HAS design and research)

ไม่ว่าจะเป็นคนเดินผ่านทำการพลิกดูเนื้อหาของหนังสือที่วางอยู่บนเนินเขา การใช้งานเป็นจุดนั่งพักผ่อน หรือกรณีมีเด็กๆ ปีนป่ายขึ้นลงเล่นอย่างสนุกสนานก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นความบังเอิญที่ผู้ออกแบบไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะมีการใช้งานทำนองนี้เกิดขึ้น ทั้งนี้ในความเป็นจริงแล้วความตั้งใจของผู้ออกแบบนั้น ต้องการที่จะออกแบบการใช้งานของพาวิลเลียนให้เป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่จัดงาน ให้เกิดการใช้งานอย่างเป็นองค์รวมไม่มีการแบ่งแยกเพราะตัวพาวิลเลียนเองคือพื้นที่จัดแสดงผลิตภัณฑ์ทั้งหมด การใช้งานที่บังเอิญเกิดขึ้นตามธรรมชาติของผู้คนเหล่านี้อาจจะสื่อความหมายได้ว่า ถ้าพาวิลเลียนของทุกองค์กรสามารถเอื้อพื้นที่ส่วนกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของงานจัดแสดงก็จะสามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามาชมผลิตภัณฑ์มากกว่าการที่จะเป็นแค่เพียงพื้นที่จัดแสดงเฉยๆ เท่านั้น

พื้นผิวของพาวิลเลียนปูด้วยเล่มนิตยสารเรียงกันเหมือนหลังคา สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้ผู้เข้าชม (Courtesy of HAS design and research)

ในขณะพื้นที่โซนสอง นอกจากจะเป็นส่วนแสดงผลงานแนวตั้งโดยเฉพาะหนังสือที่ง่ายต่อการหยิบจับวัตถุจัดแสดงของผู้ชมแล้ว ภายในแต่ละยูนิตบริเวณนี้นั้น ด้านในยังถูกสร้างให้เป็นระบบลิ้นชักเป็นพื้นที่เก็บของเพื่อความสะดวกในการใช้สอยในงานนิทรรศการอีกด้วย ส่วนพื้นที่ด้านในเนินเขายังถูกแบ่งย่อยออกเป็นอีกสองส่วนคือส่วนต้อนรับแขก VIP ที่ผู้ออกแบบได้แหวกเนินเขาให้เกิดการจำลองพื้นที่เสมือนหุบเขาโอบล้อม สร้างความเป็นส่วนตัวสำหรับการพูดคุยกับแขก VIP และจัดแสดงภาพวาด ภาพถ่ายงานศิลปะมากกว่ายี่สิบชิ้นโดยรอบ รวมถึงจอ LED ที่เล่าถึงเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ก็ถูกจัดวางให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกรอบงานศิลปะด้วย ในส่วนสุดท้ายผนังด้านในสุดของพาวิลเลียน มีการยกข้อความคำพูดของนิทรรศการต่างๆ ที่ทางพิพิธภัณฑ์เคยจัดขึ้น โดยข้อความเหล่านี้ตอกย้ำความรู้สึกของผู้ชมงานที่เข้ามาในพาวิลเลียนนี้ เสมือนเดินเข้าชมงานนิทรรศการในพิพิธภัณฑ์มากกว่าการซื้อขายของเฉกเช่นพาวิลเลียนอื่นๆ ในงาน

Courtesy of HAS design and research

การออกแบบที่คำนึงถึงการนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป
อันที่จริง การออกแบบ Hill of PAM ยังมีอีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจจนต้องขยายความ เพราะแนวคิดของการนำกลับมาใช้ใหม่แบบ zero waste ไม่ใด้ถูกนำมาประยุกต์ใช้แค่ส่วนของวัสดุพื้นผิวที่ถูกทำมาจากนิตยสารกว่า 1,000 เล่มเท่านั้น การออกแบบและก่อสร้างผลงานดังกล่าวยังครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์ของการถอดประกอบแล้วเคลื่อนย้ายนำไปใช้ใหม่อย่างถาวร โดยตัวพาวิลเลียนจะถูกนำกลับไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของบริเวณการจัดแสดงสินค้าที่ระลึกของพิพิธภัณฑ์ในบริเวณ Pearl Art Museum หลังจาก Shanghai Design Week 2019 สิ้นสุดลงอีกด้วย นี่จึงเป็นการสะท้อนความสมบูรณ์ในการออกแบบเพื่อตอบสนองการใช้งานและแนวคิดเพื่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างน่าสนใจกว่าที่เราเคยเห็นโดยทั่วไป

Courtesy of HAS design and research

ในฐานะของการเป็นผู้สังเกตการณ์งานออกแบบชิ้นนี้ ผมมีความประทับใจในตัวผลงานทั้งแนวคิดการออกแบบและการควบคุมการก่อสร้าง จนถึงการติดตั้งที่ใส่ใจในรายละเอียดได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ Hill of PAM ที่จัดแสดงที่ Pearl Art Museum นี้คือพิพิธภัณฑ์ที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น Tadao Ando และเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกในประเทศจีนที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ด้วยแนวความคิดที่ว่า “Let art truly meets life” คือ ให้ศิลปะได้เชื่อมโยงกับชีวิตผู้คน เช่นเดียวกันกับเนินเขาไข่มุกที่ได้เชื่อมผู้ชมงานกับงานศิลปะเข้าหากัน

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Walk & Talk with an Architect @ Tiny Museum

Learn / 13 ก.ย. 2019

บรรยากาศกิจกรรม Walk & Talk with an Architect ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา ณ วัดโสมนัสราชวรวิหาร ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้ง 15 ท่านได้แลกเปลี่ยนพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับคุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์จิ๋ว (Tiny Museum) แห่งนี้

คุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ สถาปนิกผู้ออกแบบพิพิธภัณฑ์จิ๋ว ในวัดโสมนัสราชวรวิหาร

เริ่มต้นด้วยการที่คุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์เล่าถึงหลักการและหัวใจของการออกแบบงานชิ้นนี้ว่ามีด้วยกัน 3 ข้อ คือ ปลอดภัย ยั่งยืน เผยแพร่ ภายใต้คอนเซ็ปต์การเป็นหีบสมบัติที่เก็บรักษาของมีค่าอย่าง “กเบื้องจาน” (อ่านว่า กอ-เบื้อง-จาน) อายุ 8,000-20,000 ปี ซึ่งเจ้าคุณอ่ำ พระราชกวี (อ่ำ ธมฺมทตฺโต) เก็บรักษาไว้มาหลายทศวรรษให้อยู่อย่างยั่งยืนต่อไป และสามารถเผยแพร่ให้ผู้คนได้รับรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้มากขึ้น

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนได้ชมพรีเซนเทชันโครงการ Tiny Museum ให้อย่างละเอียด

คุณสุริยะเล่าให้ฟังถึงเบื้องหลังรายละเอียดต่างๆ ในระหว่างการเตรียมงานตลอด 2 ปี หลังจากที่ได้รับการเชิญชวนจากคุณวรรณฤทธ์ ปราโมช ณ อยุธยา ผู้ผลักดันเรื่องราวของกเบื้องจานเหล่านี้มาโดยตลอด เกิดเป็นภารกิจที่ท้าทายทั้งไหวพริบและกระบวนการคิดแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกพื้นที่ในการแทรกพิพิธภัณฑ์จิ๋วนี้ลงไปในพื้นที่วัดโสมนัสฯ การพูดคุยให้เจ้าอาวาส และเจ้าคณะ เข้าใจถึงแนวคิดการออกแบบและวิธีการก่อสร้าง คุณสุริยะเล่าว่า การเลือกใช้สีแดงชาดนั้นก็ดึงมาจากสีสันที่ปรากฏในวัดแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่เพิ่มความเข้มของสีแดงมากขึ้นไปอีกเพื่อความโดดเด่น แต่ก็รับรองว่าไม่สะดุดตาจนเกินพอดีด้วยขนาดที่เล็กจิ๋ว หรือการแบ่งพื้นที่ออกเป็นส่วนๆ แยกส่วนเพื่อการเก็บรักษาออกจากส่วนจัดแสดงอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันความปลอดภัยให้วัตถุโบราณล้ำค่าได้อย่างเต็มที่

หนังสือที่ระลึกจากเจ้าอาวาสวัดโสมนัสราชวรวิหาร

จากนั้นทุกคนจึงได้เข้าไปชม Tiny Museum ของจริงด้วยตาของตัวเอง ได้เห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ตั้งแต่หน้าประตูที่มีการตัดแผ่นเหล็กให้โค้งตามรอยของขอบบัวตามคอนเซ็ปต์หลักของงานออกแบบนี้ว่าจะเป็นการวาง/แทรกตัวลงไปบนพื้นที่ว่างระหว่างกุฏิคณะ 1 ซึ่งไม่ไปแตะต้องตัวโครงสร้างอาคารเดิมรอบข้างแต่อย่างใด และยกพื้นขึ้นจากพื้นเดิมเล็กน้อย โดยมีการแบ่งช่องกั้นไว้เป็นระยะเพื่อป้องกันหนูหรือสัตว์เลื้อยคลานแอบแฝงตัวเข้ามาได้

กเบื้องจาน
รายละเอียดการตัดแผ่นเหล็กเว้นขอบไม่ให้ตัว Tiny Museum สัมผัสกับอาคารใกล้เคียง

แผ่นเหล็กตรงรอยต่อระหว่างหลังคากับผนังเป็นอีกจุดที่แสดงให้เห็นความพิถีพิถันในการออกแบบ ด้วยการพับดัดแผ่นเหล็กแผ่นเดียวให้กลายเป็นทั้งคานรองรับน้ำหนักหลังคาที่เชื่อมต่อกับเส้นเหล็กยึดอยู่กับตัวชั้นวางกเบื้องจานเพิ่มความแข็งแรงให้โครงสร้าง และเป็นช่องสำหรับติดไฟส่องสว่าง และพับสุดท้ายเป็นรางระบายน้ำรองรับน้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคาที่เอียงทำมุม 45 องศา

แสงแดดส่องลงมาจากช่องว่างปลายยอดหลังคา

เมื่อมองไล่สายตาขึ้นไปสุดขอบหลังคาจะเห็นช่องใสเปิดให้แสงสว่างธรรมชาติเข้ามาภายในได้โดยไม่ต้องเปิดไฟ และเป็นการแก้ปัญหาเชิงรายละเอียดจากการใช้เหล็กแผ่นเป็นตัวโครงสร้างหลังคา เพราะหากเชื่อมให้แผ่นเหล็กชิดติดกันหมดอาจจะบิดเบี้ยว ไม่สวยงามได้ จึงใช้แผ่นอะคริลิกใสครอบปิดปลายยอดหลังคาแทน

ผู้เข้าร่วมกิจกรรมถ่ายภาพหมู่ร่วมกับคุณสุริยะภายใน Tiny Museum

ในช่วงท้ายของกิจกรรม คุณสุริยะได้สอบถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เข้าร่วมถึงการก่อสร้างในระยะถัดไป โดยเมื่อการก่อสร้างระยะแรกเสร็จสิ้น ก็จะตามมาด้วยการจัดทำส่วนจัดแสดงด้านในให้สมบูรณ์ เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้เข้ามาศึกษากเบื้องจานด้วยตนเองต่อไป ด้วยความเชื่อที่ว่า งานสถาปัตยกรรมมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเชื่อมคนรุ่นใหม่กับของเก่าเข้าหากัน

“ตอนนี้เรียนสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอยู่ค่ะ ชอบงานของอาจารย์สุริยะอยู่แล้ว พอได้มาดูของจริงแล้วอิ่มเอมค่ะ ตื่นเต้นที่ได้เห็นกเบื้องจาน ดีมากเลยที่มีกิจกรรมให้ได้มาคุยกับสถาปนิกเป็นกลุ่มเล็กๆ แบบนี้ ได้มาเห็นการทำงานของเขาจริงๆ” – อัมพิกา อำลอย นักศึกษาปริญญาเอก สาขาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่น
“ถ้ามีจัดกิจกรรมที่มีคนกลุ่มเล็กๆ บรรยากาศสบายๆ อย่างนี้อีกบ่อยๆ น่าจะดี ทำให้คนที่สนใจได้มาคุยกับสถาปนิก แลกเปลี่ยนกันแบบใกล้ชิด” – วราลักษณ์ แผ่นสุวรรณ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
“การนำวัสดุเก่าใหม่มาอยู่ด้วยกัน เป็นการตีโจทย์หีบใบใหม่ได้ดีมาก พอได้มาเห็นแบบร่าง เห็นแบบ presentation ที่อาจารย์สุริยะมาเล่าให้ฟังแล้วได้เห็นของจริงก็ยิ่งประทับใจขึ้นไปอีก เห็นการเก็บรายละเอียดของเส้นตามแนวขอบบัว ได้เห็นอะไรเกินกว่าที่คิดไว้มากๆ ” – สุทธิพงศ์ ศรีสุข สถาปนิก


ติดตาม Walk & Talk with an Architect ครั้งต่อไปได้ที่ asa crew

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Sattrapirom Meditation Center สถานปฏิบัติธรรมศรัทธาภิรมย์

Visit / 11 ก.ย. 2019

เรื่อง: สาโรช พระวงค์
ภาพ: Xaroj Photographic Atelier

กรอบประตูทางขึ้นชั้นสอง หุ้มด้วยกระจกเกรียบ

สถาปัตยกรรมพุทธศาสนาในประเทศไทยส่วนใหญ่มักมีรูปแบบประเพณีนิยม แต่หากลองดูวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาในช่วงรัตนโกสินทร์แล้ว จะพบได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย และมีวงจรที่นิยมย้อนกลับไปใช้รูปแบบจากอดีต สลับกับการหารูปแบบใหม่ แล้ววนเวียนไปทั้งเก่าและใหม่เป็นวัฏจักร จวบจนช่วง พ.ศ. 2510-2520 ได้มีความเคลื่อนไหวของสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาแบบร่วมสมัย เป็นรูปแบบที่ตีความแก่นศาสนาพุทธในอีกรูปแบบ ที่ไม่ได้ยึดตามขนบเดิม แต่แสวงหาคำตอบใหม่อยู่หลายงาน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ ดร.สุเมธ ชุมสาย ณ อยุธยา นิยามว่า “เลิกเล่นยี่เกกับสถาปัตยกรรมไทย”

ทางเข้าเป็นจั่วขนาดใหญ่กรุกระจก

ท่ามกลางทิวสวนต้นยางใน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ณ สถานปฏิบัติธรรมศรัทธาภิรมย์ ปรากฏสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาแบบร่วมสมัยที่มีรูปแบบการเจรจาของความเก่าและใหม่ ผ่านการตีความพุทธศาสนาสู่สถาปัตยกรรม ด้วยความเรียบง่าย ลดการประดับองค์ประกอบจากอดีต โครงการตั้งอยู่ห่างไกลจากตัวเมืองมากจนมีความสงบ เหมาะแก่การเจริญสติสำหรับพุทธศาสนิกชน เมื่อผ่านถนนจากชุมชนมาสักพักจะพบกับศาลาทรงจั่วสูงทะลุยอดต้นยาง จึงจะได้พบกับศาลาหลังใหม่ของสถานปฏิบัติธรรมศรัทธาภิรมย์

ภาพภายนอกของสถานปฏิบัติธรรมศรัทธาภิรมย์

ศาลาหลังนี้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ทั้งของสงฆ์ และฆราวาส มีท่าทีของการเจรจากันของ 2 สำเนียงสถาปัตยกรรม ทั้งสำเนียงเก่าและใหม่ จนเกิดแนวทางการออกแบบที่ประณีประนอม โครงการออกแบบโดย Ken Lim Architects ตัวศาลาหันหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทางเข้าหลักจะเริ่มต้นจากบันไดหลักด้านหน้า เปลือกภายนอกเป็นการผสมกันของหลายวัสดุทั้งคอนกรีตเปลือย ปูนเปลือย อิฐเปลือย จากทางเข้าเป็นจั่วขนาดใหญ่ ผนังกระจกสูงจรดชายคาที่วงกบเรียงสลับแบบฝาปะกนของเรือนไทย

ส่วนบริการที่ชั้นหนึ่ง

พื้นที่ใช้สอย แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือส่วนบริการที่ชั้นหนึ่ง ส่วนโถงอเนกประสงค์ชั้นสอง พื้นที่ชั้นหนึ่ง มีลักษณะยกสูงให้แค่พอดีกับการใช้สอย ประกอบด้วยห้องน้ำและส่วนนอน สำหรับพื้นที่ชั้นสอง เป็นโถงโล่งที่พร้อมปรับเปลี่ยนการใช้สอย การเข้าถึงชั้นสอง จะต้องเดินผ่านกรอบประตูที่หุ้มด้วยกระจกเกรียบ แสงสะท้อนจากกระจกเกรียบช่วยให้มีการเปลี่ยนผ่านจากภายนอกสู่ภายในอย่างค่อยเป็นค่อยไป แม้ว่าตัวศาลาจะเกือบวางตัวขวางตะวัน ทำให้แสงอาทิตย์เข้าทางด้านยาวเกือบทั้งวัน แต่ภายในมีความสลัวจากชายคาที่กดต่ำ สถาปนิกนำแนวคิดการกดชายคาต่ำมาจากการหรี่ตาของพระพุทธรูปที่มองลงเพียงกึ่งหนึ่ง เพื่อตัดขาดจากโลกภายนอก เป็นการอุปมาอุปมัยเพื่อสร้างสมาธิสู่การใช้ที่ว่าง

กรอบประตูที่หุ้มด้วยกระจกเกรียบ

การสร้างจุดหมายตาสู่สมาธิ ใช้องค์ประกอบการสถาปัตยกรรมจากเสาคอนกรีตเปลือยที่เรียงไปตามด้านยาวของศาลา คล้ายกับการวางเสาออกจากผนังแบบเสาร่วมในของอุโบสถแบบประเพณี ปลายทางของพื้นที่ชั้น 2 ถูกวางให้จดจ่อไปยังปลายศาลาที่เจาะช่องแสงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ซึ่งโดดเด่นขึ้นมาจากความมืด แทนการใช้พระพุทธรูปที่ด้านหลังตามความนิยม

ปลายศาลาที่เจาะเป็นช่องแสง
ช่องแสงรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน

ในการใช้งานจริง สถาปัตยกรรมต่างเติบโตและถดถอยไปตามเวลา ทำให้การเจรจาของสำเนียงใหม่-เก่ายังมีต่อมา พร้อมกับการเติบโตของสถาปัตยกรรม ดัง ที่ สุเมธ ฐิตาริยากุล principal ของ Ken Lim Architects ได้พูดถึงส่วนที่เพิ่มเติมต่อมาจากทางสถานปฏิบัติธรรมว่า ” ผมสนใจสถาปัตยกรรมที่มันเป็นไปตามการใช้งานจริง ๆ มันจะไม่ได้เนี๊ยบอย่างภาพถ่ายที่เราเห็นทั่วไป อย่างที่นี่พอใช้งานไป ทางญาติโยมที่อุปถัมภ์เขาก็อยากติดเหล็กดัดนะ ผมก็เสนอตัวเลยว่าจะออกแบบให้นะ มันจะได้สอดคล้องกับการใช้งานของเขา”

บันไดทางขึ้นอาคารสัมผัสกับแสงแดด

ในคำสอนของศาสนาพุทธนั้น ล้วนเสนอถึงความไม่ควรยึดติด การมองสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ในกรณีของศาลานี้ก็กำลังเดินทางไปตามเส้นทางของปรับตัวตามความไม่เที่ยงนี้ ส่วนจะปรับตัวไปเป็นอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาตัดสินตามการปรุงสังขารของสถาปัตยกรรมเช่นกัน เพราะสังขารล้วนปรุงแต่ง

ภายนอกอาคารเมื่อสัมผัสกับแสงแดด
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest