One Day with an Architect: พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล

Talk / 13 พ.ย. 2019

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: PLOT BAND

“การที่เราไปเล่นดนตรีหรือว่าไปทำอย่างอื่นทำให้เราได้เอาตัวเองออกจากความหมกมุ่นของงานสถาปนิกชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งพอเรากลับมามองงานที่ทำอยู่อีกรอบ เราจะได้มุมมองที่ดีขึ้นและเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองชัดเจนขึ้น” วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง PHTAA Living Design

พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล เล่นดนตรีกับเพื่อนๆ วง PLOT

ดนตรีอาจจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่เป็นกิจกรรมยามว่างและผ่อนคลายความเครียดสำหรับใครหลายๆ คน แต่ในวันนี้ทีมงาน ASA CREW จะพาทุกท่านไปรู้จักกับอีกตัวตนในฐานะนักดนตรีของคุณวิทย์ พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท PHTAA Living Design ซึ่งมีวงดนตรีชื่อว่าวง PLOT ที่ร่วมกันทำกับเพื่อนมาตั้งแต่สมัยเรียนจนถึงปัจจุบัน

พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง PHTAA Living Design มือเบสวง PLOT

ASA CREW: จุดเริ่มต้นของวงพล็อตมาจากไหน
คุณวิทย์: จุดเริ่มต้นมันก็ตั้งแต่สมัย ม.5-ม.6 ได้ครับ แต่ตอนที่เริ่มทำเป็นวงก็คือตอนเรียนปี 2 ที่ คณะสถาปัตย์ ม.ศิลปากร เริ่มเอาคอมพิวเตอร์มาทำเพลงแบบจริงจังกับเพื่อน โดยที่มีรุ่นน้องคนหนึ่งเป็นมือกลอง กับเพื่อนอีกคนที่เรียนสถาปัตย์รุ่นเดียวกัน

ASA CREW: เล่าถึงเวลาที่วงไปเล่นหน่อยครับ ว่าในหนึ่งวันที่เล่นต้องทำอะไรบ้าง
คุณวิทย์: อย่างแรกเลยคือวันที่เราเล่น ก่อนจะเล่นดนตรีก็จะต้องมีการ sound check ก่อน ส่วนใหญ่เวลาวงเล่นก็มักจะได้เล่นตอนกลางคืน ช่วงเวลาประมาณ 14.00-15.30 น. เราก็จะต้องเตรียมตัว sound check ทั้งนักดนตรีแล้วก็ sound engineer ซึ่งขั้นตอนของการ sound check จริงๆ มันเหนื่อยมาก เพราะมันเหมือนกับการเล่นจริงรอบหนึ่งก่อน ซึ่งพอเซ็ททุกอย่างเสร็จ นักดนตรีก็จะมีเวลาพักนิดหน่อยก่อนที่จะต้องกลับเข้ามาเตรียมตัวเล่นจริง

พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง PHTAA Living Design มือเบสวง PLOT

ASA CREW: คิดว่าการที่มีวงดนตรีมันส่งผลอย่างไรกับการทำงานสถาปนิกบ้าง
คุณวิทย์: ก่อนอื่นเลยคือผมรู้สึกว่าการทำงานสถาปนิกมันเหมือนมีความหมกมุ่นอยู่กับอะไรบางอย่าง ซึ่งก็คือโปรเจคที่เรากำลังทำอยู่ แล้วการที่เราไปเล่นดนตรีหรือว่าไปทำอย่างอื่น มันทำให้เราได้เอาตัวเองออกจากความหมกมุ่นของงานสถาปนิกชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งพอเรากลับมามองงานที่ทำอยู่อีกรอบ เราจะได้มุมมองที่มันดีขึ้นและเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองชัดเจนขึ้น วงผมไม่ได้เล่นสดบ่อยๆ ปีหนึ่งน่าจะไม่เกิน 5 ครั้ง เพราะฉะนั้นการเล่นแต่ละครั้งมันเหมือนกับการได้รีเฟรชตัวเองมากกว่า แล้วดนตรีก็เป็นเหมือนกับ sound track หนึ่งในชีวิตเรา พอมีเพลงใหม่ๆ ของวงที่ชอบออกมา มันก็เป็นเรื่องที่ทำให้เราชวนคุยกันกับน้องๆ ในออฟฟิศก็ทำให้ความสัมพันธ์ในออฟฟิศดีขึ้นด้วย ผมมองว่าอะไรต่างๆ เหล่านี้มันเชื่อมโยงกันอยู่ ผมเลยเลือกที่จะเล่นดนตรีต่อไปเรื่อยๆ

ASA CREW: แล้วในทางกลับกัน งานสถาปนิกมีผลต่อการทำดนตรีอย่างไรบ้าง
คุณวิทย์: มีครับ อย่างหนึ่งที่งานทำดนตรีกับงานสถาปนิกคล้ายกันคือความสัมพันธ์ระหว่างมือกับสมอง ต่างกันนิดหน่อยก็ตรงที่ดนตรีเราใช้หู แต่งานสถาปนิกเราใช้ตาเท่านั้นเอง แล้วอีกอย่างคือขั้นตอนการทำงานของมันคล้ายกัน เพราะการเป็นสถาปนิกมันสอนให้เราทำงานเป็นขั้นตอน ซึ่งงานดนตรีมันก็เป็นงานที่มีขั้นตอน การที่เราจะออกแบบสถาปัตยกรรมสักโครงการเราก็ต้องหาทีมงานมาช่วยคิดช่วยทำ ส่วนการทำดนตรีสักเพลงก็ต้องมีคนหลายคนช่วยกันเหมือนกัน แล้วสุดท้ายทั้งสองอย่าง เราก็คาดหวังว่าภาพสุดท้ายจะออกมาดีเหมือนกัน

พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง PHTAA Living Design มือเบสวง PLOT

“ผมเน้นย้ำการทำงานแบบกลุ่มเสมอ ผมคิดว่าการทำงานที่ดีที่สุดคือการทำงานเป็นกลุ่ม เพราะอย่างนั้นผมถึงชอบดนตรีและสถาปัตยกรรม” – วิทย์-พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

DADFA

Visit /

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: beer singnoi

DADFA photo by beer singnoi
DADFA photo by beer singnoi
DADFA photo by beer singnoi
DADFA photo by beer singnoi

ท่ามกลางพื้นที่ในซอยลาซาลย่านบางนาที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดดจากพื้นที่ชานเมืองสู่พื้นที่เมืองใหม่ตามแนวการขยายตัวของเมืองกรุงเทพมหานคร จากพื้นที่ชุมชน ตลาดสด ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก และโรงเรียนขนาดเล็ก กลายเป็นย่านที่ประกอบด้วยคอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า และโรงเรียนนานาชาติ “ดาดฟ้า” คือโครงการที่ถูกนำเสนอเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างพื้นที่ชานเมืองและตัวเมือง เพื่อชะลอการเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไปและเติมช่องว่างที่หายไประหว่างการเปลี่ยนแปลงของซอยลาซาล

DADFA photo by beer singnoi
DADFA photo by beer singnoi

โครงการดาดฟ้ามาร์เก็ตปาร์คตั้งอยู่บนที่ดินที่เคยเป็นตลาดเก่า และพื้นที่ริมถนนรอบข้างของโครงการก็ยังคงเป็นตลาดอยู่ ด้วยบริบทข้างต้นนี้เองที่ทำให้สถาปนิกจากบริษัท M Space ตัดสินใจที่จะนำเสนออาคารที่มีลักษณะการใช้งานคล้ายเดิม แต่ตอบโจทย์ของลูกค้าและแนวคิดของสถาปนิกที่อยากให้พื้นที่นี้เป็นตลาดซึ่งเชื่อมต่อระหว่างย่านดั้งเดิมและการพัฒนาเมืองใหม่เป็นอย่างดี ตัวโครงการประกอบด้วยพื้นที่เช่าที่เป็นร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านค้า ฟิตเนส คลินิก ตามแนวคิดเรื่องสุขภาพและคุณภาพ และมีพื้นที่ส่วนกลางที่สามารถจัดเป็นตลาดนัดขนาดย่อมๆให้ศิลปินหรือผู้คนทั่วไปมาตั้งร้านขายของในวันเสาร์-อาทิตย์หรือเป็นพื้นที่อเนกประสงค์จัดฉายหนังหรือเล่นดนตรีก็ได้

DADFA photo by beer singnoi
DADFA photo by beer singnoi

ผังโครงการที่มีคอร์ทภายในซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวเป็นแกนทำให้มีการเชื่อมต่อจากพื้นที่สีเขียวภายนอกโครงการเข้าสู่ภายในโครงการตามแนวเหนือใต้ ร่วมกับการวางอาคารตามแกนตะวันออกตะวันตก ทำให้นอกจากจะได้แสงเงาที่คลุมพื้นที่ส่วนกลางแล้วยังเป็นช่องที่นำลมผ่านจากด้านหน้าโครงการสู่พื้นที่ลานจอดรถด้านหลังด้วย ตัวอาคารมีความสูงเพียง 2 ชั้นและมีผังอาคารที่โล่งโปร่ง อนุญาตให้ผู้ใช้งานสามารถมองไปยังพื้นที่ส่วนกลางและเห็นความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานคนอื่นๆ สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับพื้นที่มากขึ้น

DADFA photo by beer singnoi

โครงสร้างหลักของโครงการประกอบด้วยเหล็กและคอนกรีต ด้านหน้าและหลังของอาคารมี Façade ที่แผงตะแกรงเหล็กวางตัวเอียงไม่เท่ากัน ทำหน้าที่เป็นแผงบังสายตาจากภายนอกแต่อนุญาตให้ผู้ใช้งานจากภายในมองออกไปได้ ในขณะเดียวกันก็แยกขาดความวุ่นวายจากถนนภายนอกทั้งเสียงและฝุ่นควันไม่ให้รบกวนภายในโครงการ ส่วนด้านซ้ายและขวาของอาคารก็มี Façade ที่ทำจากอิฐช่องลมซึ่งมีขนาดช่องเปิด 2 ฝั่งไม่เท่ากัน ทำให้ในแต่ละยูนิตสามารถจัดวางได้ 4 รูปแบบ และเมื่อนำมาวางต่อกันก็จะสร้างแพตเทิร์นที่เหมือนผ้าทอผืนใหญ่เมื่อมองจากภายนอกโครงการ และจากความต้องการที่จะให้อาคารแสดงความเป็นธรรมชาติออกมามากที่สุด สถาปนิกเลือกที่จะนำเสนอผิววัสดุแบบที่ได้รับการปรุงแต่งน้อยที่สุด

DADFA photo by beer singnoi

องค์ประกอบอาคารที่เป็นเหล็กเช่นตะแกรงเหล็กหรือราวกันตกถูกคิดมาเป็นอย่างดีเรื่องความหนาที่ลงตัวที่จะปล่อยให้เกิดสนิมผิวตามธรรมชาติได้โดยไม่ต้องใช้กรดกัดผิว ทำให้สีของสนิมที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนผลงานศิลปะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติโดยแต่ละจุดจะมีสีของสนิมที่ไม่เหมือนกัน ส่วนผนังของอาคารที่เป็นคอนกรีตก็ถูกนำเสนอออกมาเป็นผิวปูนเปลือยที่เห็นแนวของไม้แบบชัดเจน หรือผนังบางส่วนก็มีการนำขี้เถ้าแกลบมาเป็นส่วนผสมในคอนกรีตเพื่อสร้างพื้นผิวที่ให้ความรู้สึกเหมือนชั้นดิน แม้แต่ส่วนของพื้นคอนกรีตหรือหลังคานที่ใช้เป็นเหมือนม้านั่งในโครงการก็เป็นผิวคอนกรีตที่เกิดจากการขัดจนกว่าจะได้ผิวที่โชว์กรวดซึ่งใช้ในการผสมคอนกรีตด้วย นอกจากนี้ส่วนต่างๆของโครงการดาดฟ้าก็ถูกออกแบบมาเพื่อให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงหรือความเก่าที่จะเกิดขึ้น โดยสถาปนิกและเจ้าของโครงการเห็นพ้องที่จะให้ดาดฟ้าแก่ตัวอย่างงดงามไปตามระยะเวลา

DADFA photo by beer singnoi

จากองค์ประกอบทั้งหมดนี้ทำให้ดาดฟ้ามาร์เก็ตปาร์คเป็นทั้งตลาด คอมมูนิตี้มอล และสวนสาธารณะซึ่งเป็นเหมือนปอดของย่านซอยลาซาลซึ่งมีสภาวะสบายและดึงดูดให้ผู้คนเข้ามาใช้งานในพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างย่านเก่าและตัวเมืองที่พัฒนาใหม่ รวมไปถึงเชื่อมโยงทั้งภายในและภายนอกของอาคารด้วยกันอย่างลงตัว

PROJECT INFORMATION
ชื่อโครงการ  DADFA
ผู้ออกแบบ  M Space
เจ้าของโครงการ DADFA
ที่ตั้ง ซอยลาซาล 33 บางนา กรุงเทพมหานคร
พื้นที่โครงการ 5 ไร่

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Façade and Trends ในความคิดเห็นของมฆไกร สุธาดารัตน์

Talk /

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: Courtesy of FOS : Foundry of Space

หากจะพูดถึงสถาปัตยกรรมที่เป็นอาคารพาณิชย์หรือสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการค้าขาย คงจะปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหน้าตาหรือการเลือกใช้เปลือกของอาคารนั้นส่งผลกับการตัดสินใจของผู้บริโภคอยู่ไม่น้อย ทั้งในแง่ของการดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการ การสร้างภาพจำของอาคาร หรือการแสดง positioning ของอาคารห้างร้านนั้นๆ ในท้องตลาด ASA CREW ได้รับเกียรติพูดคุยกับ คุณเจ-มฆไกร สุธาดารัตน์ สถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัท FOS : Foundry of Space ผู้ที่มีประสบการณ์ในการออกแบบเปลือกอาคารของห้างสรรพสินค้าอยู่หลายโครงการด้วยกัน เกี่ยวกับการออกแบบเปลือกอาคารและทิศทางการออกแบบที่กำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันและแนวทางที่จะเปลี่ยนไปในอนาคต

เจ-มฆไกร สุธาดารัตน์ สถาปนิกผู้ก่อตั้งบริษัท FOS : Foundry of Space

ASA CREW: การออกแบบ facade มีความสัมพันธ์กับการสร้างภาพจำของอาคาร และช่วยดึงดูดผู้บริโภคได้แค่ไหนอย่างไร
คุณมฆไกร: การออกแบบ façade นั้นต้องพิจารณาหลายส่วน แน่นอนว่า program ด้านในย่อมส่งผลต่อ façade อาคารภายนอก รวมถึงอาคารอาจจะต้องสะท้อนภาพลักษณ์บางอย่าง ไม่ว่าจะของตัวโปรแกรม ของย่าน หรือว่าประเภทธุรกิจของเจ้าของโครงการ ขั้นแรก ต้องวิเคราะห์ว่า positioning ของตัวธุรกิจอยู่ตรงไหน อาจจะเป็นตลาดล่าง กลาง บนก็แล้วแต่ ตัว façade ต้องสะท้อนออกมาให้ได้ ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ เป็นห้างที่อยู่ในเส้นถนนสุขุมวิท แน่นอนว่าเป็นตลาดบน และเป็นตลาด international ด้วย เพราะฉะนั้น façade จะได้รับงบประมาณในการออกแบบก่อสร้างมากกว่าย่านอื่นของเมือง สถาปนิกมีอิสระในการเลือกใช้วัสดุที่มีความหลากหลายมากกว่า ในขณะเดียวกันถ้าเราพูดถึงตามขอบของเมือง ตลาดถูกกระจายออกไป รายได้ประชากรต่อหัวน้อยลง positioning ของเขาก็จะไม่ได้ต้องการ façade ที่สะท้อนความหรูหราเหมือนย่านธุรกิจกลางเมือง แต่ต้องการความเป็นมิตรมากกว่า เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่จะมาใช้สอย ให้พวกเขารู้สึกสบายใจที่จะมา ฉะนั้นการออกแบบ façade สามารถสร้างความมีตัวตนไปตามประเภทของธุรกิจ หรือทำให้อาคารได้เข้าไปอยู่ในการรับรู้ของกลุ่มผู้บริโภคนั้นๆ ได้ตรงเป้าหมายขึ้น

Façade ของ Central WestGate ผลงานออกแบบของ FOS : Foundry of Space
Façade ของ Central WestGate ผลงานออกแบบของ FOS : Foundry of Space

อย่างที่สองมันเป็นส่วนที่ทางเจ้าของโครงการให้อิสระกับสถาปนิก ที่จะทดลองไอเดียใหม่ๆ เพราะในโครงการที่มีการทำ façade เขาต้องการ iconic ไม่อยากเหมือนกับอาคารทั่วๆ ไป เพราะฉะนั้นเขาจะเปิดโอกาสให้เรา อาจจะมีการกำหนดว่าต้องการ positioning ไหน แต่คุณสามารถเสนออะไรที่แตกต่างได้ เช่นไม่จำเป็นว่า พอพูดถึง positioning ที่ต้องการความหรูหรา แล้วจะต้องใช้สีทองมาทำ façade เสมอไป อาจจะใช้วัสดุที่ไม่แพง แต่แนวความคิดของสถาปนิกทำให้งานที่ออกมาดูมีมูลค่าสูงขึ้น และตรงกับกลุ่มเป้าหมายของเขาก็ได้ อาจพูดถึงเรื่องของ green facade ไม่จำเป็นต้องเป็น façade ที่เป็น hard surface เสมอไป อาจจะเป็นพวก sustainable design, green design หรือ green area ซึ่งก็ถือเป็น new luxury อย่างหนึ่งเหมือนกัน

ASA CREW: การจัด Positioning การออกแบบอาคารและ Façade ส่งผลต่อการเลือกจะเข้ามาใช้งานอาคาร ของคนแต่ละกลุ่มอย่างไร
คุณมฆไกร: ในความเป็นจริง งานออกแบบและรวมถึงวัสดุแต่ละอย่างที่เลือกใช้ มันควรจะสะท้อนตัวตนหรือ Positioning ของโครงการออกมาให้ชัด ซึ่งมันมีผลต่อการรับรู้ของคนที่จะเข้ามาใช้สอยว่าตรงกับ Life style ของเค้าหรือไม่ ในแง่ของสถาปนิกเราก็อยากที่จะทดลองไอเดียใหม่ๆ อยู่แล้ว เช่นบางโครงการเราเสนอไปว่า ถ้าไม่ใช้วัสดุตัวนี้ ซึ่งราคาต่อตารางเมตรค่อนข้างสูง แต่ว่าใช้ตัวอื่นแล้วมันได้ผลที่ใกล้เคียงกัน ลูกค้าก็เปิดรับ ซึ่งมันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องพยายามหาวัสดุ หรือวิธีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบริบทกับ façade ให้มีความสอดคล้องกัน อันนี้ถือเป็นพื้นฐาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเหมือนกันที่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการสร้างความแตกต่างในเรื่องของตัวห้างที่ต้องสะท้อนออกมาให้ชัดเจนมากๆให้ได้ เช่น กลุ่มผู้ใช้สอยที่มีรายได้สูง อย่างน้อยก็ให้มันแสดงให้เห็นบางอย่างว่าในห้างนี้เสนอสินค้าที่มีราคาที่สูงขึ้น เป็นต้น เพื่อเป็นการสื่อสารเนื้อหาภายในผ่านเปลือกภายนอกอาคาร ผ่านไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งอย่างที่บอกว่าอาจจะไม่ต้องใช้วัสดุที่แพงเสมอไปก็ได้

Façade ของ Central Bangna ผลงานออกแบบของ FOS : Foundry of Space

ASA CREW: ในการออกแบบเปลือกอาคารเพื่อให้สะท้อนสถานะหรือตัวตนของห้าง สถาปนิกต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง
คุณมฆไกร: ถ้าพูดถึงเปลือกอาคารที่ต้องการสะท้อน positioning ของตัวเองในเชิงธุรกิจ บางครั้งมันไม่ได้จบลงที่เราเลือกใช้วัสดุอะไรอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผลของมันในภาพรวม (Overall effect) ว่าให้อะไรที่ตรงกับที่เจ้าของธุรกิจเขามองไว้หรือเปล่า แล้วกลุ่มเป้าหมายของเขามองตรงกันไหม สมมุติเจ้าของโครงการต้องการให้ใช้ cladding สีทองทั้ง façade เพื่อแสดงความหรูหรา ในความคิดของคนที่จะมาเดินห้างนี้เขาอาจจะไม่ได้คิดเหมือนกันก็ได้ เขาอาจมองว่าสีทองมันโบราณมาก หรือเป็นอะไรที่ตกยุคไปแล้ว เพราะฉะนั้นสถาปนิกต้องเข้ามาบอกว่า ในการใช้วัสดุสีทองลงไปใน façade ทั้งหมดมันดีแล้วหรือยัง สถาปนิกอาจแนะนำไปในแนวทางอื่น เช่น แสงและเงา เรื่องของ mass form ที่เป็น 3 มิติมากขึ้น green façade หรือแม้กระทั่งการเปิดช่องแสงมากขึ้น ทำให้ด้านในกับด้านนอกมีความสัมพันธ์กันมากขึ้นในเชิงกายภาพ มันเป็นอะไรที่น่าสนใจกว่าการใช้วัสดุแพงๆ บน façade ทั้งหมด

Façade ของ Central Bangna ผลงานออกแบบของ FOS : Foundry of Space

ความหมายของคำว่า luxurious ไม่ได้เท่ากับ expensive material นะครับ แต่ luxurious มันก็คือ value หรือ experience ที่เราได้สร้างขึ้นใหม่ที่ไม่เหมือนที่ไหน หรือบางครั้งเจ้าของโครงการเขาไม่ได้ต้องการความ luxury เสมอไป บางห้างอาจจะไม่ได้ต้องการแสดงตัวเองว่าหรูหรา เขาอาจต้องการแสดงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมก็ได้ เขาอาจจะไม่ใช้วัสดุแพงเลย แต่ใช้วัสดุ recycle มาทำ façade อาจจะใช้วัสดุจากธุรกิจของเขาเองก็ได้ เช่น คุณทำธุรกิจโรงงานขวดพลาสติก คุณอาจนำพลาสติกมา recycle มาทำ façade แล้วสถาปนิกเป็นคนเสนอว่าใช้วัสดุนี้อย่างไรให้ออกมาแล้วสะท้อนธุรกิจของคุณ สร้างความประทับใจอีกแบบหนึ่งให้ผู้ที่มาใช้อาคาร

ASA CREW: ปัจจุบันแนวโน้มการบริโภคมีการเปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อแนวโน้มการออกแบบอาคารห้างร้าน และการออกแบบ façade ของอาคารกลุ่มนี้อย่างไรบ้าง และแนวโน้มในอนาคตจะเป็นอย่างไร
คุณมฆไกร: จริงๆ คำถามนี้อาจจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ façade เลย เพราะเป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นมาก เป็นคำถามของการทำ commercial retail business ทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะในไทย มันไม่ใช่แค่เรื่องว่า พอมี e-commerce แล้วยังสร้างห้างอยู่แต่ไม่ทำ façade มันกลายเป็นว่าห้างแบบเดิมๆ จะหายไปเพราะว่าแต่เดิมผู้เช่าที่เคยเข้าไปเช่ามีหน้าร้านอยู่ในห้าง พอเกิด online shopping ก็หายเข้าไปอยู่ในโทรศัพท์ของทุกคน เพราะฉะนั้นมันเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าแค่เรื่องของ façade ว่า ต่อไปนี้ห้างจะอยู่รอดได้อย่างไร มันเป็นโจทย์สำคัญที่ทุกวันนี้ก็ยังถกเถียงกันอยู่ ผู้ประกอบการห้างต้องหาลูกเล่นใหม่ๆ หรือคำตอบใหม่ๆ เข้ามาเสนอให้กับผู้บริโภค ยกตัวอย่างที่ Mega Food Walk ที่เมกาบางนาที่เราออกแบบ มันก็ไม่ใช่เรื่องของการ shopping อย่างเดียวแต่เป็นเรื่องของอาหารด้วย เพราะอย่างไรคนเราก็ต้องกินเป็นเรื่องพื้นฐาน คนไปทานอาหารก็ไปใช้เวลาร่วมกัน สร้างบรรยากาศให้มันไม่ใช่แค่เรื่องของการมาดู façade ที่น่าตื่นเต้น แต่เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่เขาได้รับ ได้มาใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกัน รู้สึกอยากกลับไปซ้ำอยู่เรื่อยๆ อันนี้ถึงจะสร้างความแตกต่างได้มากกว่าการ shopping ทั่วไป เพราะมันเป็นเรื่องของการสร้างประสบการณ์ใหม่

Mega Foodwalk ผลงานออกแบบของ FOS : Foundry of Space

ASA CREW: พอมี e-commerce เข้ามากลุ่มคนที่เดินห้างเพื่อซื้อของก็ลดลง แต่จะมีอีกกลุ่มที่ต้องการจะเดินห้างเฉยๆ เพิ่มเข้ามา ตัวห้างที่ออกมาใหม่มีน้อยลงแต่เน้นเอกลักษณ์ของตัวเองมาก ในแง่ของการออกแบบที่จะเข้าไปเสริมส่วนนี้ มีแนวโน้มที่เปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง
คุณมฆไกร: ทุกวันนี้ retail รูปแบบเดิมๆ อาจใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้วก็ได้ มันก็จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปแบบต่อๆ ไป เช่น การเปิดเป็น outlet ที่สินค้าราคาถูก แล้วก็เป็นแบรนด์ชั้นนำที่ทุกคนก็อยากจะซื้อ แต่ไม่สามารถทำได้ใน commercial retail ในห้างปกติ พอมาเป็นโมเดลแบบ outlet ลูกค้าหรือผู้บริโภคทั่วไปก็รู้สึกว่าเป็นห้างที่เขาสามารถเข้าไปจับจ่ายใช้สอยได้ เรียกว่าเป็น magnet อย่างหนึ่ง อันนี้ก็เป็นโมเดลอย่างหนึ่ง ในต่างประเทศมันก็มีมานาน สุดท้ายมันก็คงต้องเข้ามาในบ้านเราอยู่แล้ว ไม่ว่า online shopping จะรุกรุนแรงขนาดนี้หรือไม่ก็ตาม เพียงแต่ว่าเมื่อมันรุกรุนแรง แต่ละคนจึงต้องเริ่มแสวงหาโมเดลใหม่ๆ ให้เร็วขึ้น ให้ทันกับการเริ่มชะลอตัวลงของ conventional retail หรืออาจจะเป็นโมเดลการหา magnet ในรูปแบบอื่น เช่น สวนสนุก หรือสวนน้ำ ซึ่งจริงๆ อาจจะทำมานานแล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อก่อนเป็นแค่ตัวเลือก แต่ตอนนี้มันต้องมี anchor ที่แข็งแรงมากๆ เช่นที่เมกาบางนาที่มี anchor ที่แข็งแรงมากๆ ก็คือ IKEA เป็น super regional mall ที่เข้าไปแล้วครบทุกอย่าง อยู่ได้ทั้งวัน นี่ก็เป็นโมเดลหนึ่งที่เห็นว่าได้มีการพัฒนาเกิดขึ้นและประสบความสำเร็จ

Mega Foodwalk ผลงานออกแบบของ FOS : Foundry of Space

ในส่วนของการออกแบบ ในฐานะสถาปนิก เราก็ต้องพยายามนำเสนอประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่ใช่แค่การสร้างที่ว่างเพื่อการ shopping เพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือออกแบบสำหรับถ่ายรูปลง Social media เป็นหลัก ซึ่งมันอาจจะไม่ยั่งยืนและอาจจะอายุสั้น แต่เราต้องพยายามให้ห้าง เป็นพื้นที่สาธารณะที่คนในชุมชน ในย่าน เข้ามาพบปะกัน มีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่าสิ่งสำคัญคือมันต้องสร้างบรรยากาศที่ทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย เหมือนเป็นห้องนั่งเล่นของเมือง เกิดการรับรู้ว่า ที่ที่นี้สามารถเข้าไปนั่งเล่น เดินเล่นบ่อยๆ และใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงได้อย่างสบายใจ โดยไม่รู้สึกถูกกดดันให้ต้องซื้อของหรือจ่ายเงินมากมายทุกครั้งที่ไป พยายามให้ถึงที่สุดที่จะให้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพร่างกาย เข้ามา enjoy ใน space เดียวกันได้ การนำเอาธรรมชาติเข้ามาก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณาให้มีสัดส่วนให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ สิ่งเหล่านี้ที่ว่ามา คือสิ่งที่ online shopping ไม่สามารถมาแทนที่ได้

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Kurve7 Urban Concrete Curve

Visit / 11 พ.ย. 2019

เรื่อง: สาโรช พระวงค์
ภาพ: Stu/D/O Architects และ Ketsiree Wongwan

อาจกล่าวได้ว่า ในอดีตนั้น พื้นที่ที่เป็นศูนย์รวมของชุมชนคนไทย มีทั้งศาสนสถานและตลาด ซึ่งโดยส่วนใหญ่วัดมักจะเป็นพื้นที่ให้ผู้คนได้มารวมตัวกันทำกิจกรรมทางศาสนาและงานบุญต่างๆ ส่วนตลาดมักใช้เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ซื้อขายสินค้าเพื่อนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ต่อมาตลาดได้พัฒนารูปแบบที่มีลักษณะถาวรมั่นคงขึ้น มีหลังคาคลุมแดดคลุมฝนแข็งแรง จวบจนเมื่อสังคมบ้านเรามีตลาดในอีกรูปแบบหนึ่งที่พัฒนาไปตามยุคสมัยและตามกระแสโลก นั่นคือ ห้างสรรพสินค้า อาคารประเภทนี้ได้พัฒนาตัวเองไปตามยุคสมัยต่างๆ เรื่อยมา

Kurve7 Urban Concrete Curve

จากห้างสรรพสินค้าที่เน้นปิดทึบโดยรอบ เพื่อปรับอากาศภายในด้วยเครื่องปรับอากาศให้มีสภาวะน่าสบายตลอดเวลาทำการที่เรียกว่า Department Store ซึ่งได้รับความนิยมตั้งแต่พุทธทศวรรษ 2520 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน แต่ในช่วงกลางทศวรรษ 2540 ที่มีกฎหมายเข้ามาควบคุมอาคารประเภทพาณิชยกรรมขนาดใหญ่ไม่สามารถสร้างในย่านชุมชนได้ จึงเริ่มมีความนิยมสร้างห้างสรรพสินค้าขนาดเล็กที่สามารถแทรกตัวไปตามชุมชนต่างๆ มักมีทางเดินที่ไม่มีการปรับอากาศ และจะปรับอากาศเฉพาะในส่วนของพื้นที่ขาย/ร้านค้าต่างๆ หรือที่นิยมเรียกกันว่า Community Mall

ถนนกรุงเทพกรีฑา 7 เป็นย่านชุมชนหนาแน่น เต็มไปด้วยบ้านพักอาศัย มี Community Mall ขนาดย่อมชื่อว่า Kurve7 ที่สเกลไม่ใหญ่แทรกเข้ามาในเนื้อเมืองของย่านนี้ ตัวโครงการดูกลมกลืนไปกับชุมชนโดยรอบ มันเป็นทั้งศูนย์รวมของผู้คนในชุมชนโดยรอบ มีโปรแกรมที่เป็นทั้งตลาด ร้านค้าและแหล่งพบปะของผู้คนในย่านนี้ โดยมี Stu/D/O Architects เป็นผู้ออกแบบโครงการนี้

Kurve7 Urban Concrete Curve

ก่อนที่เข้ามาถึงยังตัวโครงการ จะพบกับภาพในแนวระดับสายตาที่เป็นรั้วบ้าน หลังคาบ้าน ที่มีความสูงไม่เกิน 2 ชั้น มีการล้อไปกับความเป็นย่านพักอาศัยหนาแน่นทั่วไปของกรุงเทพฯ จนเมื่อมาถึงยังบริเวณด้านหน้าโครงการ ภาพของรั้วและหลังคาได้หายไป กลายเป็นผืนกระจกที่ถูกคลุมด้วยเส้นหลังคาคอนกรีตเรียบบาง และสายตาจะถูกชักนำให้ไปหยุดที่คอร์ตกลางด้านหน้าที่มีต้นไม้ทะลุหลังคาคอนกรีตสู่ท้องฟ้า ตัวอาคารถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ประกอบด้วยส่วนด้านหน้าโครงการที่ติดถนน เป็นร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ และด้านหลังซึ่งเป็นอาคาร 2 ชั้น ชั้นแรกเป็นพื้นที่ให้เช่า ชั้นบนเตรียมไว้รองรับเป็นร้านอาหารพร้อมระเบียงไม้ภายนอก

สถาปนิกสร้างการเข้าถึง (approach) ด้วยเส้นโค้งด้านหน้าโครงการให้เว้าเข้า พร้อมกับสร้างจุดนำสายตาด้วยการเติมต้นไม้ เนื่องจากกรอบอาคารด้านหน้ามีระยะไม่ห่างจากถนนมาก และใช้การค่อยๆ ลดหลั่นของระดับจากถนนด้านหน้าสู่ระดับพื้นโครงการ เพื่อเป็นการแบ่งขอบเขตพื้นที่ทางเท้าจากถนนและพื้นที่ด้านหน้า ระดับของพื้นที่ถูกแบ่งนี้จะทำให้พื้นที่ภายในโครงการที่ชั้น 1 อยู่ในระดับสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาจากถนน ช่วยให้เชื่อมต่อถึงกันทางสายตาได้ แต่แบ่งการใช้สอยด้วยระดับขั้นของงานภูมิสถาปัตยกรรม

Kurve7 Urban Concrete Curve

กลุ่มอาคารถูกกระจายให้เป็นพื้นที่ขายและแบ่งออกเป็น 9 ส่วน แต่ละส่วนมีขนาดไม่เกิน 300 ตารางเมตรตามกฎหมาย ทำให้เกิดทางเดินแทรกระหว่างอาคาร พร้อมกับเติมต้นไม้ลงไปได้ เนื่องจากรูปที่ดินมีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านยาวขนานไปกับถนนหลัก ทำให้ตัวอาคารมีลักษณะตื้น เมื่อแบ่งอาคารออกเป็นหลายส่วน ทำให้พื้นที่ทางเดินระหว่างด้านหน้าและด้านหลังมีลักษณะแคบและยาว สถาปนิกจึงเสนอวิธีแก้ปัญหาความยาวด้วยการออกแบบทางเดินด้านหลังเป็นเส้นโค้ง ซึ่งนอกจากมันจะช่วยลวงตาลดทอนความแคบยาวที่ไม่น่าเดินลงได้ มันยังทำให้มองเห็นหน้าร้านที่อยู่ปลายทางได้มากขึ้น ด้วยการเปลี่ยนระนาบหน้าร้านให้หันเข้าสู่สายตาผู้ใช้โครงการ

พื้นที่ว่างรวมกันมีทั้งพื้นที่สีเขียวและทางเดิน จะอยู่ที่ 35% และถูกเติมด้วยต้นไม้ที่นำมาปลูกใหม่ตามทางเดินเพื่อสร้างบรรยากาศให้ร่มรื่นน่าเดิน รวมถึงแนวคิดที่ต้องการเก็บรักษาต้นไม้ใหญ่เดิม 2 ต้นในผืนที่ดินด้านข้าง จึงออกแบบให้สถาปัตยกรรมแทรกไปกับต้นไม้เดิม มากกว่าที่จะตัดออกไป และทำให้มันเป็นจุดรวมสายตาของโครงการในพื้นที่ด้านหลัง

Kurve7 Urban Concrete Curve
Kurve7 Urban Concrete Curve

สิ่งที่เราจะพบได้กับงานของ Stu/D/O Architects คือความชัดเจนในเรื่องการใช้วัสดุ จากผลงานที่ผ่านมาจะมีทั้งการเล่นกับความดิบของเหล็ก ที่ตัดกับกระจกจนเกิดเอ็ฟเฟ็คต่างๆ หรือการเลือกใช้วัสดุที่สื่อสารถึงโปรแกรมอย่างกระจกไข่มุก และสำหรับงานนี้ สิ่งที่พวกเขาสนใจเลือกใช้คอนกรีตเปลือยเป็นหลัก เส้นสายที่โดดเด่นของงานชิ้นนี้คือการเชื่อมอาคารทุกหลังด้วยผืนหลังคาคอนกรีตเปลือยที่โค้งแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อมองอย่างผ่านๆ จะมีความเชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน จากภาษาที่มีไวยากรณ์เดียวกัน

Kurve7 Urban Concrete Curve

การเลือกคอนกรีตเปลือยผิวที่แลดูดิบมากเป็นตัวเชื่อมมวลอาคารทุกหลังของโครงการ ซึ่งแนวคิดการเลือกใช้วัสดุในลักษณะดังกล่าว คุณอภิชาต ศรีโรจนภิญโญ สถาปนิก และ co-founder แห่ง Stu/D/O Architects ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “จุดประสงค์ของการเลือกคอนกรีตคืออยากได้วัสดุที่ดูบางเบา ให้ mass ดูเชื่อมกัน อยากทดลองใช้คอนกรีต และได้ปรึกษาผู้รับเหมาก่อนออกแบบ แล้วทำเป็นคอนกรีตโค้งและบางด้วย มันเป็นวัสดุที่เป็นธรรมชาติดี เพราะโครงการนี้เราใช้อะไรที่มันไม่เป็น metallic เราพยายามจะชูเรื่องพื้นที่สีเขียว ให้วัสดุมันใกล้ชิดธรรมชาติ” ซึ่งก็น่าจะเป็นอีกพื้นที่ของคนเมืองที่มีความร่มรื่นและใกล้ชิดธรรมชาติได้อีกที่หนึ่ง

Kurve7 Urban Concrete Curve

 

Project Title: Kurve 7
Project Location: Krungthep Kreetha 7 Road, Bangkok, Thailand
Client: Kurve 7 Co.,Ltd.
Program: Community Mall
Area: 4,000 square meters
Structural Engineer: Panit Supasiriluk
Mechanical Engineer: MEE Consultants
Architect: Stu/D/O Architects
Interior Architect: Stu/D/O Architects
Landscape Architect: Teerachai Tharawongthawat
Graphic Designer: Amnaj Suriyawongkul
Lighting Designer: Siriluck Chinsaengchai
Design: 2011-2012
Status: Completion 2014

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Walk & Talk with an architects #2 at AUBE Wedding Venue

Update / 01 พ.ย. 2019

บ่ายวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ASA CREW จัดกิจกรรม Walk & Talk with an architects ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เปิดโอกาสพิเศษให้สมาชิกสมาคมฯ 15 ท่าน ได้มาสัมผัสประสบการณ์จริงในสถาปัตยกรรมสำหรับพิธีการแต่งงานโดยเฉพาะ อย่าง AUBE Wedding Venue พร้อมทั้งได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับพลวิทย์ รัตนธเนศวิไล ตัวแทนจาก PHTAA สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการ

พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล ตัวแทนจาก PHTAA สถาปนิกผู้ออกแบบโครงการ
ทางเดินที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้สำหรับพิธีการแห่ขันหมากโดยเฉพาะ

เริ่มจากการให้ผู้เข้าร่วมได้ลองเดินชมแต่ละจุดอย่างสบายๆ เป็นการสำรวจการใช้พื้นที่ตามความสนใจของแต่ละท่าน ภายในพื้นที่ ตร.ม. เมื่อถึงเวลาพลวิทย์ได้เริ่มเล่าถึงที่มาที่ไปของโครงการนี้ และแนวคิดในการออกแบบว่า เป็นพื้นที่ที่ต้องการสนับสนุนการเกิดกิจกรรมในการแต่งงาน อย่างครบถ้วน ตั้งแต่การเดินแห่ขันหมาก พิธีหมั้น ไปจนถึงการจัดงานเลี้ยงสมรส

พลวิทย์กำลังอธิบายแนวทางการออกแบบเพดานโถงสำหรับจัดเลี้ยง
โถงสำหรับจัดเลี้ยง

พื้นที่ตรงลานกลางแจ้งที่เปิดโล่งที่ต้องประนีประนอมระหว่างการดูแลรักษาในระยะยาวกับภาพที่สถาปนิกต้องการให้งานออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด ทางเดินที่ออกแบบมาให้เหมาะกับพิธีการแห่ขันหมากที่ใช้การออกแบบร่วมกับภูมิสถาปนิกเพื่อให้เกิดเซนส์ของการใช้งานอย่างที่ควรจะเป็น หรือการนำครึ่งโค้ง Arch มาใช้สร้างสรรค์หน้าตาสถาปัตยกรรมใหม่ๆ โดยพัฒนามาจากลิมโบ้หรือฉากที่ใช้ลบมุมห้องในสตูดิโอถ่ายภาพ จนเกิดเป็นความหลากหลายในการจัดเรียงเกิดเป็นแสงเงาที่ดูนุ่มนวลบนผนังโค้งทั่วทั้งอาคาร

มุมที่โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของ AUBE

ภายในห้องที่ออกแบบมาเพื่อพิธีหมั้นโดยเฉพาะ ก็มีการศึกษาขั้นตอนในพิธีการหมั้นมาเป็นอย่างดี เนื่องจากชาวไทยเชื้อสายจีนมีทั้งพิธีการทางพุทธศาสนาและพิธีการยกน้ำชาแบบจีน จึงออกแบบให้มีเวทีสองฝั่ง ทำให้จัดการได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องขนย้ายข้าวของมากมาย เมื่อเปลี่ยนจากพิธีการหนึ่งไปสู่อีกพิธีการ

ห้องสำหรับพิธีหมั้น

“เราสร้างสถาปัตยกรรมให้คนที่เข้ามารู้สึกมีความสุข” พลวิทย์กล่าวถึงวิธีคิดในการออกแบบอีกอย่างที่เขาเน้นย้ำเสมอ นั่นก็คือ แม้ภาพถ่ายในงานแต่งงานมักจะโฟกัสไปที่ผู้มาร่วมงานเป็นหลัก แต่สถาปัตยกรรมที่ดีจะสะท้อนออกมาผ่านสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ความยินดีของผู้เข้าร่วมงาน โดยไม่จำเป็นต้องมีรายละเอียดของงานสถาปัตยกรรมอยู่ในภาพก็ได้

ทุกคนร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนแนวคิด วิธีการทำงานกันตลอดทั้งกิจกรรม
ร่วมถามตอบอย่างใกล้ชิดกับสถาปนิกผู้ออกแบบโครงการ

ตลอดระยะทางที่ผู้เข้าร่วมได้เดินผ่าน พลวิทย์ได้เล่าอย่างละเอียด ถึงประสบการณ์การทำงาน วิธีคิด วิธีการแก้ปัญหาร่วมกับวิศวกร ผู้รับเหมาก่อสร้าง และเจ้าของโครงการ แลกเปลี่ยนกับสถาปนิกหลายท่านเกี่ยวกับการทำงานในรายละเอียดของโครงการนี้
กิจกรรม Walk & Talk with an architects ครั้งต่อไปจะเป็นที่ไหน โปรดติดตามอย่างใกล้ชิด

ภาพหมู่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Walk & Talk with an architects #2 at AUBE Wedding Venue
ภาพหมู่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Walk & Talk with an architects #2 at AUBE Wedding Venue
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Round Table Talk: Sook Siam

Talk / 31 ต.ค. 2019

อีกหนึ่งโครงการตลาดที่น่าสนใจในช่วงนี้คือพื้นที่ตลาดที่ถูกจับมาไว้ในศูนย์การค้าอย่างโครงการสุขสยาม โครงการตลาดที่นำเอาสินค้าตัวแทนจากทั่วทุกภาคของประเทศไทยมาจัดไว้รวมกันในโครงการ ICONSIAM และในครั้งนี้ทีมงาน ASA CREW ก็ได้โอกาสพูดคุยกับคุณโอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ผู้ที่เป็นคนดูแลการสร้างโครงการสุขสยาม และคุณอัจฉริยะ โรจนภิรมย์ สถาปนิกจาก Urban Architects ผู้ออกแบบ ICONSIAM

บรรยากาศการพูดคุยในโครงการสุขสยาม

ASA CREW: จากมุมเจ้าของโครงการและมุมมองของผู้ออกแบบ ตอนนี้แนวโน้มเรื่องของการออกแบบเพื่อการซื้อขาย ตลาด ห้างร้าน ต่างกับเมื่อก่อนอย่างไรบ้างคะ

ชยะพงส์: โจทย์แต่แรกคือ “สุขสยาม” ต้องการรวมความเป็นไทยจากทั้งประเทศ เราเลยมองว่าเราน่าจะต้องสร้าง “เมือง” ขึ้นมาเมืองหนึ่ง ที่จะให้ประสบการณ์ของทั้งประเทศได้ โดยการทำเป็น retail format ของการให้เช่าทั่วไปไม่สามารถให้บรรยากาศของประเทศไทยทั้งสี่ภาคได้นะครับ เลยได้มีการปรึกษากับทางสถาปนิกเพื่อวางผังว่าอยากให้ตรงนี้เป็นที่เพิ่ม experience ของการเดิน ทำหน้าที่เป็น destination คือเราไม่ได้บอกว่าตรงนี้เป็นศูนย์การค้า แต่ว่ามันต้องเป็นพื้นที่ที่เป็นประสบการณ์ของการท่องเที่ยวให้ครบ 4 ภาค อันนี้คือโจทย์ตั้งต้นเพื่อจะให้คนมาที่นี่ แตกต่างกับการทำตลาดหรือห้างทั่วไป เราอยากทำให้คนมีความสุข เหมือนเราไปเที่ยวเป็น theme destination เช่น Disneyland อย่างนี้นะครับ ผู้ซื้อเค้าไม่ได้คิดว่ามันเป็นเรื่องของการค้าขาย แต่ว่ามันเป็นประสบการณ์ เช่น เค้าอยากได้หมวกอันนี้ อยากกินไอศกรีมอันนี้ ตรงนี้มีธีมมิกกี้เม้าส์ สักพักก็มีพาเหรดมา ทำให้คนอยากจะได้นี่ อยากจะได้โน่น ถ้าแปลมาเป็นของเรา อย่างเช่น ภาคกลางจะมีเสียงของตลาดน้ำ สามารถมาเดินชอปปิ้ง ถ่ายรูป มีขนมถ้วย ฝอยทอง ขนมทั้งหลายจัดเรียงตามเรือ และมีผลไม้ภาคกลางจัดโซนเป็น Fruit Paradise ขึ้นมา เราพยายามสร้างประสบการณ์ของภาคกลางที่ทำให้คนหลงใหลในการเดิน รวมถึงอยากให้เขาหลงนิดหนึ่งนะครับ ไม่อยากให้เดินแล้วรีบจบ อยากให้การเดินเป็นการสร้างประสบการณ์ของ journey แต่ละภาค โดยเราได้ collaborate ทั้ง Urban Architects และ Universal Studios ที่มาช่วยวาง layout ที่เป็น theme park ส่วนรายละเอียดของสถาปัตยกรรมไทย ทาง Urban Architects ได้ช่วยทำ research โดยพื้นที่ของแต่ละภาคไม่เหมือนกันสักหลังนะครับ

คุณโอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ผู้ดูแลการสร้างโครงการสุขสยาม

ASA CREW: ขอถามทางผู้ออกแบบบ้างค่ะ คุณอัจฉริยะมองว่าแนวโน้มการออกแบบต่างๆ เหล่านี้ ตอนนี้มันเป็นอย่างไรบ้างคะ

อัจฉริยะ: ในแง่ของผู้ออกแบบเราเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องของความสวยงามเพียงอย่างเดียว แน่นอนเรื่องของการออกแบบเพื่อการใช้สอยนั้น เราต้องเข้าใจอยู่แล้วในฐานะสถาปนิก เช่น การออกแบบพื้นที่ service พื้นที่ back of the house หรือ การวาง flow ของผู้คน แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอันดับแรกสุดเลยคือธุรกิจ เราต้องเข้าใจลูกค้า ผู้ลงทุน ผู้ประกอบการที่เป็นร้านค้า นอกจากนี้เราต้องเข้าใจสินค้า และพฤติกรรมของผู้บริโภค

ASA CREW: เฉพาะคนไทยในกรุงเทพฯ ที่อยู่ต่างพื้นที่ ต่างย่านกัน พฤติกรรมก็แตกต่างกันใช่ไหมคะ

อัจฉริยะ: ออกแบบให้ผู้คนฝั่งกรุงเทพฯ กับฝั่งธนบุรีมันก็ไม่เหมือนกันนะ ทั้งพฤติกรรมของการ shopping การทำงาน การอยู่อาศัย การคมนาคม นอกจากนี้สิ่งที่ทำขึ้นมาต้องแตกต่าง ผู้ประกอบการให้โจทย์มา เราก็แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าอย่างไรถึงจะเหมาะสม ต้องช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ถามว่ากรุงเทพฯเป็นแบบไหนเราก็ต้องไปตีโจทย์ สมมุติ Siam Center ติดรถไฟฟ้าใช่ไหมครับ เราก็ต้องคิดพฤติกรรมการ flow การเข้าถึงอย่างไรบ้าง จะให้มันเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าหรือ Siam Paragon อย่างไรเป็นต้น

ASA CREW: มีลักษณะการออกแบบที่พบในห้าง 20-30 ปีก่อน แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้วไหมคะ

อัจฉริยะ: ทุกอย่างในความเห็นผมนะครับ ผมว่าใช้ได้หมด แค่ว่าจะใช้อย่างไร เวลาเราพูดถึงเวลาซื้อ-ขาย มันมีแบบซื้อเพราะความจำเป็น ซื้อเพราะอารมณ์ แบบสาวๆ เห็นเครื่องสำอางไม่เคยคิดเลย ไม่ได้คิดมาจากบ้าน พอเห็นของใหม่รุ่นใหม่ขอแวะหน่อยนะ อันนี้เป็นอารมณ์ เราต้องสร้างอารมณ์ในทุกเรื่อง เราต้องเข้าใจพฤติกรรมคนซื้อ ในโพลที่เขาบอกนะครับว่าที่ใช้จริงคือ 20% แต่ 80% ที่เหลือไม่ใช้ แต่มีไว้เพื่อนานๆ จะใช้ที

คุณโอ๊ต-ชยะพงส์ นะวิโรจน์ ผู้ดูแลการสร้างโครงการสุขสยาม

ASA CREW: เดี๋ยวนี้คนชอบบอกว่า retail มันกำลังจะตายเหมือนกับคนไม่ออกมา shopping ตามห้างแล้ว ตรงนี้มันส่งผลกับการออกแบบพื้นที่สำหรับการซื้อขายอย่างไรบ้างไหมคะ

อัจฉริยะ: เป็นคำถามที่ดีเลยนะ ผมว่าการได้เดินเลือกซื้อสินค้ามันเป็นความสุขนะครับ ที่การซื้อออนไลน์ทดแทนไม่ได้ มันเป็นเรื่องของอารมณ์และความรู้สึก หากย้อนกลับไปหนึ่งพันปีก็มีตลาดนะครับ ผมเชื่อว่าในอนาคตตลาดก็จะยังอยู่ ถึงแม้เราอาจย้ายไปดาวอังคาร ผมคิดว่าบนดาวอังคารก็น่าจะยังมีตลาด เพราะมันเป็นเรื่องของ human interaction เราอยู่คนเดียวไม่ได้ เราไม่สามารถอยู่แต่กับหน้าจอนานๆ ได้ คนต้องการหาความสุข เรามีหน้าที่ deliver happiness ให้ผู้คนที่มารับรู้ experience ผ่านบรรยากาศของการซื้อขาย คุณคิดว่า online shopping มันจะทดแทนได้จริงๆ หรือในอนาคต คนรุ่นเก่าแบบผมเนี่ยมองว่า online มันน่าเบื่อ คือบางทีเรามาห้างเราไม่ได้ต้องการจะซื้อของอย่างเดียวถูกไหมครับ เรามาเพราะว่ามีเพื่อนมา เรามาสังสรรค์ เรามาพบปะ เรามาคุย เรามาแลกเปลี่ยน

ชยะพงส์: เราต้องปรับทุกวัน ว่าลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร แต่ละ season คนเดินมีความต้องการไม่เหมือนกัน วันแม่ วันสงกรานต์ วันเข้าพรรษา วันลอยกระทง หรือวันปีใหม่ เราต้องปรับ content ให้ลงจังหวะนั้นๆ พอดี ให้ทันสถานการณ์ตลอดเวลา

อัจฉริยะ: ในประเด็นของตลาด ผมว่าสุขสยามก็เป็นต้นไอเดียหนึ่ง ปกติตลาดไม่ได้อยู่ในศูนย์การค้าใช่ไหมครับ ตลาดมักอยู่ริมน้ำบ้าง หรืออยู่แยกออกไปอย่างตลาดอ.ต.ก. เป็นต้น การออกแบบตลาดแบบที่เห็นในสุขสยามนี้ คุณอาจจะดูว่าง่ายนะ แต่จริงๆ การคิดเนื้อหานี่ยากมาก คุณคุยกับแม่ค้าไม่ใช่แค่ 200-300 คนนะครับ ต้องคุยกันเป็นพันๆ คนเลยครับ

ชยะพงส์: ผมนี่ทั้งประสาน ทั้งคุย ทั้งจีบให้แต่ละร้านมา ให้เค้านำสินค้าดีๆ มาวาง ซึ่งแต่ละคนก็ต้องจีบกันคนละแบบเลยนะครับ คนนี้ชอบอันนั้น คนนั้นชอบอันนี้

อัจฉริยะ: จริงๆ แล้ว ตลาดคือสิ่งที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งของชุมชน เป็นมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และอนาคตด้วย รัฐบาลควรมีนโยบายที่จะลงทุนเพื่อให้ตลาดต่างๆ ดีขึ้น มันจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้ประเทศมากมาย ผมว่านักท่องเที่ยวที่ไปตลาดอ.ต.ก. ปีหนึ่งน่าจะ 20 ล้านคนได้นะ อย่างตลาดอัมพวา หรือตลาดโบราณอื่นๆ ก็มีเสน่ห์มาก เสน่ห์แบบนี้มันสร้างขึ้นมาไม่ได้ มันมีของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว เราจะทำอย่างไรถึงทำให้มันน่าสนใจขึ้นได้อีก

ASA CREW: แล้วเวลาคุณชยะพงส์ทำงานกับสถาปนิกเป็นอย่างไรบ้างคะ

ชยะพงส์: สถาปนิกที่ตอบโจทย์คือสถาปนิกที่ใจเย็น และตั้งใจฟังความต้องการของผู้ประกอบการ คือเขาอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับเรา 100% แต่เขาฟังเราแบบลึก ผมชอบตอนเขาค้านนะครับ เพราะผมคิดว่า two-way communication สำคัญมากตอนสร้างธุรกิจขึ้นมา ในการทำงานผมจะมี mood board ของสิ่งที่ผมต้องการมาก่อน ว่าเราอยากจะค้าขายลักษณะนี้ เราอยากได้ประสบการณ์แบบนี้ สถาปนิกคือคนที่ต่อยอดแปลงความต้องการต่างๆ ให้ออกมาเป็นงานออกแบบได้ อันนี้คือสถาปนิกที่ผมอยากจะทำงานด้วย

อัจฉริยะ: ผมว่าความเข้าใจกันเป็นเรื่องสำคัญมาก สถาปนิกต้องเข้าใจว่าผู้ประกอบการต้องการอะไร ผมมองผู้ประกอบการเป็นเหมือนดีไซน์เนอร์นะ เค้าอาจจะพาร์ทหนึ่งดีไซน์ธุรกิจ อีกพาร์ทนึงดีไซน์เรื่องของพื้นที่ เรื่องการใช้งาน เรื่อง operation จริงๆ แล้วเรื่อง operation มีความสำคัญที่สุด เพราะมันคือการประคับประคองให้โครงการมันไปต่อได้ ไม่ใช่ว่าสร้างเสร็จแล้ว operation มีปัญหาลำบากมากมาย เราในฐานะสถาปนิกเป็นเหมือนกับผู้ร่วมเดินทางไปกับผู้ประกอบการ

ชยะพงส์: อย่างเรื่องของการแก้ไขแบบ เราก็ต่างคนต่างแก้กันไปแก้กันมา จนสุดท้ายมันก็ออกมาอย่างที่เห็นนี้แหละครับ นี่คือเสน่ห์ เราอยากให้ตลาด crowded สมกับที่เป็นตลาด เพราะว่ามันมีเสน่ห์จากความชุลมุนนี่แหละครับ ผมใช้คำว่าเราตั้งใจสร้าง “organized disorder” ในความ organized ต้องมีความ disorder อยู่ในนั้น ถ้ามันไม่มีความวุ่นวาย ไม่มีความชุลมุนเลยนะครับ เสน่ห์มันจะอยู่ตรงไหน ถ้าทุกอย่างมันเรียบหมด แบบเป๊ะหมด นั่นคงไม่ใช่เสน่ห์ที่เราตั้งใจสร้าง

คุณอัจฉริยะ โรจนภิรมย์ สถาปนิกจาก Urban Architects ผู้ออกแบบ ICONSIAM

ASA CREW: จากที่คุยกัน เราแทบไม่ได้พูดกันเรื่องความงามเลย

คุณอัจฉริยะ: คือมันไม่ใช่และก็ใช่ definition ความงามคืออะไร ความงามของอาจารย์อาจมีส่วน overlap กับผม แต่โดยรวมอาจไม่เหมือนกันก็ได้ ความงามของคุณชยะพงส์ก็อีกแบบหนึ่ง ถูกไหม แค่เรา 3 คนก็มีความงาม 3 อย่าง แต่ลูกค้าที่มาที่นี่ จำนวนกว่าแสนคนต่อวันนะครับ ซึ่งก็คือแสนความงามนะ จะทำอย่างไร มันยากนะ เพราะฉะนั้น organized disorder ก็คือความงามที่เหมาะสมกับประเภทของร้านค้านั้นๆ

บรรยากาศการพูดคุยในโครงการสุขสยาม

ASA CREW: ทั้งสองท่านมองว่าในอนาคต พื้นที่ตลาดมันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

อัจฉริยะ: ตราบใดที่มนุษย์ยังมีโลภ โกรธ หลงอยู่ ตลาดก็ยังอยู่ตลอดไปนะครับ รูปแบบก็มันเป็นเรื่องของยุคสมัย แต่ content มันเหมือนเดิม คือการซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน เป็น social interaction เป็นเรื่องของ emotion

ชยะพงส์: คำว่าตลาดมันเหมือนคำว่าการค้าขายนะครับ ผมว่า มันมีชีวิต ถ้าตลาดที่ไม่มีการค้าขายมันก็ไม่มีชีวิต ที่นี่เราพยายามจะให้โครงการสุขสยามดูมีชีวิตกับการค้าขาย ในเสน่ห์ของแต่ละภาคที่แตกต่างกัน สำเนียงที่ช่วยสร้างบรรยากาศหรือสินค้าที่วางขาย คือโจทย์ที่เราต้องปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ผมมองว่ายิ่งออนไลน์มาแรง ตลาดยิ่งน่าจะขายดี ในโลกออนไลน์ มันไม่มีชีวิต ขาด human touch และขาดปฏิสัมพันธ์กับคน ขณะเดียวกันสินค้า (ในโลกออนไลน์และออฟไลน์) ต้องแตกต่างกัน เพราะถ้าสินค้าไม่แตกต่าง คงอยู่ไม่ได้ งานฝีมือคือความแตกต่าง ของที่มีตำนานหรือ story ยิ่งแตกต่าง เหล่านี้คือจุดยืนของการคัดเลือกสินค้าของโครงการสุขสยามครับ ทำให้ไม่มีทางที่ออนไลน์

บรรยากาศการพูดคุยในโครงการสุขสยาม
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ASA ESAN: เปลี่ยน ปรับ ขยับ ขยาย จากด๊ะดาด สู่ ตลาดเซนซ่า

Visit / 09 ต.ค. 2019

เรื่อง: นพดล ตั้งสกุล
ภาพ: Courtesy of architects, Marisa Hirunteeyakul and Kunlasri Thungsakul

คงเป็นที่คุ้นตาทั่วไปที่ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ ในประเทศเราที่จะมีลานอเนกประสงค์กลางแจ้งสำหรับรองรับกิจกรรมพิเศษในพื้นที่เมือง รวมทั้งใช้เป็นที่จำหน่ายสินค้าและบริการ ด๊ะดาด ตลาดของดีสินค้าสร้างสรรค์ (Dadad Creative market) ตั้งอยู่หน้าลานเซนทรัลพลาซ่า จังหวัดนครราชสีมาก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ที่มีการจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นร้านค้าและร้านอาหารเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมโครงการมีทางเลือกในการเดินจับจ่ายสินค้าภายนอกตัวอาคารและได้สัมผัสกับบรรยากาศของความเป็นตลาดในแบบบ้านเรา

แผงขายสินค้าใน Dadad Creative market

โครงการนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Bangkok Tokyo Architecture และ OPH ซึ่งได้รับโจทย์จาก CHEEZE เจ้าของโครงการให้ออกแบบตลาด ซึ่งเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นสำหรับเป็นที่กิน เที่ยว ศูนย์รวมแฟชั่น โดยกำหนดระยะเวลาในใช้งานเพียงหนึ่งปี แนวทางหลักในการออกแบบจึงเสนอให้รูปแบบตัวสถาปัตยกรรมเป็นอาคารชั่วคราวที่สามารถถอดรื้อได้ง่าย และใช้วัสดุที่ไม่ถาวรมาก

บรรยากาศการใช้งานพื้นที่ของ Dadad Creative market

ผังอาคาร เริ่มจากแนวคิดในการออกแบบจุดนัดพบของคนเมืองโคราช โดยการจัดวางอาคารที่มีลักษณะเป็น module วางตามแนวกริด มีทั้งแบบที่เรียงกันเป็นแถว และเป็นหลังเดี่ยวๆ การจัดวาง module ร้านค้ากระจายอยู่ทั่วพื้นที่ (exploded grid) เป็นการเปิดโอกาสให้ร้านส่วนใหญ่กลายเป็นร้านหัวมุมซึ่งผู้จับจ่ายสินค้าสามารถมองเห็นสินค้าได้ทั่วถึง และยังสร้างบรรยากาศของการเดินตลาดแบบไทยๆ ที่ประกอบด้วยร้านค้าน้อยใหญ่ เชื่อมโยงกันด้วยทางเดินแคบๆ ที่ให้ความรู้สึกของการเดินตามตรอกซอกซอย โดยมีลานกลางแจ้ง (plaza) แทรกอยู่เป็นระยะเพื่อเป็นจุดพบปะที่จดจำได้ง่ายของผู้คนที่มาเยือนตลาดแห่งนี้

ผังการวางพื้นที่ภายใน Dadad Creative market

สำหรับตัวอาคารนั้น ทีมสถาปนิกเลือกแนวคิดการสร้างความยืดหยุ่นในการใช้งาน ประหยัดเวลาก่อสร้างและรักษาสิ่งแวดล้อม โดยการเลือกใช้วัสดุก่อสร้างในระบบอุตสาหกรรมที่หาได้ง่ายในร้านค้าทั่วไป มาประกอบกันขึ้นมาเป็นอาคารที่สามารถถอดรื้อ ประกอบใหม่และย้ายที่ได้ จึงก่อสร้างได้รวดเร็ว ประหยัดเวลาและงบประมาณ

ลักษณะอาคารจึงให้กลิ่นอายของการนำรูปแบบของนั่งร้านที่ประกอบขึ้นระหว่างการก่อสร้างอาคารและถอดรื้อออกตอนที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ โดยจะเห็นได้ชัดเจนจากการกำหนดรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ที่ถูกออกแบบมาอย่างดี อาทิ จุดต่อระหว่างฐานเสาคอนกรีตหล่อสำเร็จรูปกับเสาเหล็ก ชิ้นส่วนของเสา คาน และโครงหลังคาเหล็กท่อกลม ที่จัดวางต่อกันโดยใช้หมุดเหล็กหนีบเพื่อยึดแต่ละชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน แต่สามารถรื้อถอดออกได้ในภายหลัง โดยที่วัสดุที่ใช้สามารถนำกลับไปประกอบเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นใหม่ได้

รายละเอียดการจัดวางพื้นที่ภายใน Dadad Creative market

อาคารมีความโปร่งเบาจากการเปิดโล่งผนังส่วนล่างเพื่อจัดแสดงสินค้า ซึ่งภายหลังได้มีการออกแบบส่วนยื่นอาคารเป็นผ้าใบสำหรับบังแดดและเป็นกันสาดให้อาคาร ส่วนระนาบผนังที่อยู่ระดับบนขึ้นไป ใช้วัสดุเป็นโพลีคาร์บอเนตโปร่งแสงโดยออกแบบแสงประดิษฐ์ซ่อนอยู่ด้านใน ตอนกลางคืน แสงไฟที่เปิดจากภายในร้านจึงส่องสว่างออกมาเหมือนดวงโคมที่ดึงดูดความสนใจและสร้างบรรยากาศของตลาดได้เป็นอย่างดี ซึ่งสะท้อนแนวคิดของทีมสถาปนิกที่ต้องการสร้างสีสันในการเดินตลาดนัด โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังจากที่พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไป สภาพอากาศจึงเหมาะกับการเดินเล่น มารวมตัวกัน และใช้ชีวิตภายนอกอาคาร

โครงสร้างของ Dadad Creative market

ปัจจุบัน ถือได้ว่าโครงการนี้ ประสบความสำเร็จเกินคาด เนื่องจากอาคารยังคงมีการใช้งานอยู่ต่อเนื่อง แม้ว่าจะเกินระยะเวลาที่คาดหมายไว้ตั้งแต่แรกตั้งโครงการ มีการปรับเปลี่ยนผังบริเวณจากแบบกริดและวางอาคารกระจายในพื้นที่ กลายเป็นผังแบบเป็นแถวยาวเรียงปิดล้อมลานกลางแบบตัวยู เนื่องจากต้องการรองรับกิจกรรมพิเศษที่ขนาดพื้นที่มากขึ้น อาทิ การแสดงดนตรี ลานสเก็ต เป็นต้น

จากการได้พูดคุยกับผู้ใช้โครงการในพื้นที่ ส่วนใหญ่มีทัศนคติในทางบวกกับการจัดวางอาคารทั้งสองรูปแบบ กล่าวคือแบบเดิมให้บรรยากาศที่น่าเดิน น่าค้นหามากกว่า ขณะที่แบบใหม่ที่ปรับเปลี่ยนการวางอาคารล้อมลานกลาง สามารถรองรับกิจกรรมที่หลากหลายได้มากขึ้น โครงการนี้จึงตอบโจทย์ที่ได้รับมอบหมายเป็นอย่างดี ในการที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบชั่วคราวที่ถอด/ ปรับ/ เปลี่ยนได้ ตามความต้องการของผู้ใช้โครงการ

Dadad Creative market
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ASA LANNA: Weave Artisan Society พื้นที่ที่มีชีวิตของกลุ่มนักออกแบบงานฝีมือ

Visit /

เรื่อง: อ.ดร.จิรันธนิน กิติกา อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ภาพ: …

วีฟ อาติสาน โซไซตี้ (Weave Artisan Society) เป็นพื้นที่ของกลุ่มนักออกแบบงานฝีมือ ด้วยความพยายามของทีมวีฟที่จะผลักดันความหลากหลายของงานออกแบบฝีมือ ที่มีฐานผู้ออกแบบจากเชียงใหม่ไปสู่ระดับนานาชาติ โดยมีพื้นที่วีฟอาติสานนี้ทำหน้าที่เป็นชุมทางการออกแบบ พื้นที่จัดแสดงผลงาน และกิจกรรมของโครงข่ายนักออกแบบงานฝีมือ โครงการดำเนินงานผ่านความร่วมมือระหว่างกลุ่มคนทำงานฝีมือและทีมทำงานของวีฟ ซึ่งมีผู้ประสานงานหลักคือ คุณจูเลี่ยน (Zi Liang Huang) และคุณนก (นัดดา สงวนเดช) ร่วมกับพันธมิตรนักออกแบบงานฝีมือทั้งในและนอกประเทศ ปัจจุบันผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างร้านกาแฟ Taste Cafe Atelier และงานดอกไม้ Les Fleurs Fac เป็นผู้ร่วมแชร์พื้นที่โครงการ และยังต้อนรับนักออกแบบงานฝีมืออื่นๆ อีกในอนาคต

ด้านหน้าของโครงการวีฟอาติสานโซไซตี้ ที่เป็นพื้นที่โรงน้ำแข็งที่มีอายุกว่า 40 ปี
ทีมทำงานของวีฟอาติสานโซไซตี้

วีฟอาติสานโซไซตี้ เป็นโครงการที่มาจากการรีโนเวทโรงน้ำแข็งที่มีอายุกว่า 40 ปี ตั้งในชุมชนวัวลาย จังหวัดเชียงใหม่ โกดังนี้ถูกทิ้งร้างจากการปิดกิจการ และมีพื้นที่ภายนอกประกอบด้วยลานจอดรถ และพื้นที่บ้านเช่าของคนงาน การคืนชีพพื้นที่โรงงานน้ำแข็งที่เป็นโกดังโครงเหล็กขนาดใหญ่ ไปสู่การเป็นพื้นที่ของนักออกแบบงานฝีมือนั้น ทำให้อาคารต้องถูกปรับปรุงทั้งในเรื่องโครงสร้าง งานระบบ และสุนทรียภาพ อาทิ การปรับปรุงเชิงโครงสร้างหลักในส่วนการเสริมความแข็งแรงของโครงอาคารและหลังคา การปรับเปลี่ยนวัสดุมุงและผนังอาคารเบา การปรับปรุงที่เน้นการใช้แสงสว่างจากหลังคาโปร่งแสง เพื่อรองรับกิจกรรมใหม่ การระบายอากาศจากช่องเปิดไปจนถึงทิศทางท่อระบายลม และในส่วนที่สำคัญที่สุดที่สร้างบรรยากาศเฉพาะตัวให้กับพื้นที่นี้ คือ การสร้างสุนทรียภาพเชิงสถาปัตยกรรมที่มีจุดเด่น คือ การเล่าเรื่องภูมิหลังของอาคารนี้ผ่านการเปลือยโครงสร้างและผนังบางส่วน เพื่อการสะท้อนความหลากหลายของวัสดุอาคารสะท้อนให้เห็นถึงยุคสมัยของอาคารนี้ที่ปะปนกันอยู่

วีฟอาติสานโซไซตี้ เป็นการออกแบบโครงการใหม่ที่ยังดำเนินไปพร้อมกับบริบทชุมชนใกล้เคียงเดิม
การปรับปรุงอาคารที่ล้อเลียนไปกับสัณฐานอาคารเดิมและจัดการแสงสว่างในโครงการผ่านหลังคาโปร่งแสง
การเผยโครงสร้างและผนังเดิมเพื่อสะท้อนภูมิหลังของการเป็นโรงงานน้ำแข็งเก่า

ผู้เขียนสนใจการใช้องค์ประทางสถาปัตยกรรมในงานปรับปรุงอาคาร ล้อเลียนไปกับองค์ประกอบโรงน้ำแข็งเก่า ทำให้เกิดพื้นที่ภายในโกดังที่มีคุณภาพและความน่าสนใจแตกต่างกันไป อาทิ แท่นคอนกรีตวางเครื่องทำน้ำแข็งเก่า 6 แท่นที่ถูกแปลงให้เป็นพื้นที่นั่งพักผ่อน ซึ่งไม่มีการกำหนดรูปแบบของการนั่งตายตัว ทำให้เกิดการใช้พื้นที่ตามพฤติกรรมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการนอน การแชร์พื้นที่นั่งร่วม รวมถึงการขึ้นไปนั่งขัดสมาธิเพื่อทำเป็นพื้นที่ทำงานส่วนตัว เป็นต้น

การจัดองค์ประกอบของโถงอาคารที่ทำให้เกิดที่ว่างที่เชื่อมต่อกัน
พื้นที่ของผู้ประกอบร้านกาแฟท้องถิ่น Taste Cafe Atelier

สุนทรียภาพของการใช้พื้นที่ในอาคาร วีฟเน้นการออกแบบพื้นที่ด้วยการจัดวาง (installation) องค์ประกอบต่างๆ ที่น่าสนใจทั้งการนำเอาต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์เก่า โครงเหล็ก และผ้า มากำหนดตำแหน่งและระยะของการใช้กิจกรรมต่างๆ ภายในพื้นที่โถงอาคาร ทำให้เกิดคุณลักษณะของการใช้งานที่ไม่ตายตัว และมีที่ว่างที่เชื่อมต่อกัน (flow of space) เกิดขึ้นภายในพื้นที่โถงอาคารนี้ ตามความตั้งใจที่จะให้พื้นที่นี้เป็นการแชร์พื้นที่ระหว่างผู้ประกอบการงานฝีมือที่ถูกใช้งานอย่างลื่นไหลและยืดหยุ่น ประกอบกับสเกลของโรงน้ำแข็งที่กว้างขวางทำให้เกิดความเป็นสาธารณะที่สะท้อนแนวคิดที่ว่างสำหรับทุกคน (inclusive space) ซึ่งผู้เขียนคิดว่าการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์ของนักออกแบบนั้นจำเป็นจะต้องถูกสร้างผ่านแนวคิดการออกแบบร่วม (collaborative design) ซึ่งปรากฏอย่างเด่นชัดจากความร่วมมือกันระหว่างทีมวีฟและผู้ออกแบบงานฝีมือ จนทำให้เกิดพื้นที่ของชุมชนนักออกแบบงานฝีมือ พื้นที่พักผ่อนของนักท่องเที่ยว พื้นที่พบปะของวัยรุ่น และพื้นที่เมืองสร้างสรรค์ของคนเชียงใหม่ ปัจจุบันทีมวีฟใช้พื้นที่ชั้นลอยของโครงการเป็นสำนักงานหลัก โดยทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันชุมชนนักออกแบบงานฝีมือ และไม่หยุดที่จะพัฒนาพื้นที่โครงการนี้อยู่เสมอ

พื้นที่นั่งพักผ่อน ที่มาจากการแปลงแท่นคอนกรีตเครื่องทำแข็งเดิมของโรงงาน
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ASA TAKSIN: Common Ground Hadyai การสร้างตลาดแนวใหม่ในคอนเทนเนอร์บรรจุฝัน

Visit /

เรื่อง: กิตติ เชาวนะ
ภาพ: ทรงพันธุ์ จันทร์ทอง

แม้ในปัจจุบันจะพบเห็นการใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาสร้างสรรค์ใหม่เป็นที่พักอาศัย ห้างร้านต่างๆ มากมาย แต่ภาพตู้คอนเทนเนอร์สีแดงวางซ้อนกัน 4 ชั้น บนถนนนวลแก้ว ถนนตัดใหม่ส่วนขยายตัวของเมืองหาดใหญ่ก็ยังสามารถดึงดูดความสนใจผู้คนที่สัญจรผ่านได้เป็นอย่างดี อาจด้วยสีสัน รูปทรงที่เรียบง่าย หากแต่จัดเรียงได้อย่างน่าสนใจ มีคำชวนคิดที่ติดไว้ข้างลวดลายกราฟิกว่า “Common Ground” หรือภาพกิจกรรมหลากหลายของผู้คนในกล่องที่มองเห็นผ่านช่องกระจกที่ชวนให้ค้นหา ล้วนช่วยกันสร้าง “ภาพจำที่ชัดเจน” โครงการนับว่าประสบความสำเร็จเบื้องต้นในแง่การตลาด เป็นแบรนด์สินค้าใหม่ที่สามารถแทรกตัวขึ้นมาในเมืองการค้าที่คึกคัก

ภาพภายนอกของ Common Ground

เมื่อได้เข้าไปในกล่องแดงพบว่า ภายในกล่องที่วางซ้อนทับกันนั้นได้โอบล้อมและสร้างพื้นที่ภายในเป็นโถงกลางสูงโล่งพอเหมาะสำหรับเป็นพื้นที่นั่งเล่น ต่อเนื่องกับตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่สนับสนุน ทั้งร้านกาแฟ (Espresso Bar) ร้านอาหาร ห้องฉายหนังโรงเล็ก และจินบาร์ (Gin Bar) ซึ่งเปิดในตอนค่ำโดยใช้พื้นที่เคาน์เตอร์บาร์ร่วมกันกับร้านกาแฟที่เปิดในช่วงกลางวัน ส่วนพื้นที่ชั้นบนจัดเป็นห้องแสดงนิทรรศการศิลปะ (Gallery) ที่สามารถเดินชมต่อเนื่องกับพื้นที่ภายนอกอาคาร ที่เว้นช่องว่างนอกกล่องเพื่อสร้างกรอบภาพชมวิวโดยรอบได้อย่างชัดเจน

กรอบภาพสำหรับชมวิวโดยรอบ

สิ่งที่น่าสนใจไม่น้อยไปกว่ารูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็คือ กระบวนการเกิดของโครงการเองที่ก่อรูปขึ้นจากการตั้งคำถามถึงพื้นที่แบบใหม่ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการพื้นที่ทางสังคมในบรรยากาศสบายๆ เพื่อรองรับกิจกรรมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย เพื่อมาทำอะไรร่วมกัน ตามความสนใจที่หลากหลายแต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ คำถามนี้ได้สร้าง “บทสนทนา” เพื่อหาอะไรทำร่วมกันของผู้ก่อตั้งร่วม เกิดเป็นพันธมิตรร่วมในการทำธุรกิจตามความถนัดและความสนใจ หลอมรวมความเป็นตัวตนเพื่อสร้าง “ลักษณะร่วมใหม่” ในแบรนด์ร่วมกัน

ภาพในช่วงเริ่มต้นการก่อสร้าง Common Ground

การก่อรูปของโครงการทั้งโครงสร้างทางธุรกิจ และรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ค่อยๆ ถูกพัฒนาต่อเติมทีละน้อย ตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้ ถูกวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งในแง่ ขนาดพื้นที่ใช้งาน มิติความสูงภายในที่เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท รวมทั้งโครงสร้างและการรับน้ำหนักของตัวเอง ความสามารถในการรับน้ำหนัก และการเสริมความแข็งแรง ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม นับได้ว่าแบรนด์ “Common Ground” สามารถสร้างจุดขายร่วม สร้างทางเลือกความเป็นไปได้ใหม่ ให้ทั้งในภาพรวมของธุรกิจและกิจกรรมย่อยในโครงการ เกิดเป็นพื้นที่สนทนาร่วมกันในส่วนกลางของร้าน และพื้นที่พูดคุยใกล้ชิดบริเวณเคาน์เตอร์บาร์กับบาริสต้าในตอนกลางวัน หรือพูดคุยผ่อนคลายกับบาร์เทนเดอร์ในอีกบรรยากาศยามค่ำคืน

บรรยากาศการใช้พื้นที่ของ Common Ground
เคาน์เตอร์บาร์ภายใน Common Ground

ส่วนพื้นที่ฉายหนังโรงเล็ก สามารถเติมเต็มพื้นที่สนทนาของกลุ่มผู้ชื่นชอบหนังนอกกระแส จากช่วงแรกที่ฉายเดือนละครั้ง ได้เพิ่มความถี่มากขึ้นกลายเป็นทุกสัปดาห์ และนอกจากเวลาดูหนังร่วมกันแล้ว Common Ground ยังทำให้เกิดพื้นที่พูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็น ทัศนคติ มุมมอง ที่ต่อเนื่องจากการดูหนังร่วมกัน หลายครั้งพบว่าบทสนทนาร่วมกันยาวนานกว่าเวลาในการดูหนังด้วยซ้ำ

ห้องฉายภาพยนตร์ใน Common Ground
หน้าห้องฉายภาพยนตร์

Common Ground จึงเป็นเหมือน common space ที่ถูกรื้อสร้างให้เหมาะสมมากขึ้นโดยใช้ความรู้ทางสถาปัตยกรรมมาร่วมคิด ปรับเปลี่ยน “ตู้ใส่ของ” เพื่อใส่คนและกิจกรรมอย่างเหมาะสม ประกอบสร้างจากสิ่งเล็กๆ ตามความสนใจ เกิดเป็นจุดร่วมที่รวมคนมีฝันให้มาพบกันตรงกลางที่ว่างของกล่อง เพื่อสานฝันและส่งต่อความฝัน จุดประกายความคิดผ่านบทสนทนาต่างๆ ของผู้คนที่หลากหลาย เป็นอีกพื้นที่เล็กๆ ที่ตอบสนองตลาดแนวใหม่ ได้ทดลองสร้างความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ร่วมกับมิติของเวลา และความคุ้มค่าของการทรัพยากร ภายในกล่องปิดนี้ได้เปิดมุมมองความคิดที่ท้าทายได้อย่างน่าสนใจ อาจเป็นอีกปรากฏการณ์ที่สามารถอธิบายและยืนยันคำกล่าว “The Whole is Greater than Sum of its Part” จากการสร้างแบรนด์หลักที่แข็งแรงร่วมกัน พร้อมกับการมีแบรนด์ย่อยที่ชัดเจน รองรับตลาดกลุ่มใหม่ที่มีความหลากหลาย แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้ได้เป็นอย่างดี

อีกมุมหนึ่งของ Common Ground
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

โบสถ์ศีลมหาสนิท

Visit / 08 ต.ค. 2019

เรื่อง: ดร.จักรสิน น้อยไร่ภูมิ
ภาพ: ชนิภา เต็มพร้อม

ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 60 ถือเป็นยุคแห่งความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านสังคมและวัฒนธรรม ในช่วงเวลานี้โลกได้เกิดเหตุการณ์ๆ สำคัญทางประวัติศาสตร์ขึ้นมากมาย และหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในยุคนี้คือ ความเคลื่อนไหวด้านศาสนา มีการสังคายนาวาติกันครั้งที่สองขึ้น ณ กรุงโรม โดยคริสตจักรโรมันคาทอลิก ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อปรับตัวคริสตจักรให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ และหนึ่งในผลพวงที่เกิดขึ้นจากการสังคายนาในครั้งนี้ คือการที่ศาสนจักรโรมันคาทอลิก ได้ประกาศให้อิสระในการสร้างศาสนสถานทางคริสตศาสนาทั่วโลก โดยไม่จำเป็นว่าต้องยึดติดกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ตายตัวและเหมือนกันอีกต่อไป

ภายในวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)

การประกาศให้อิสระในการสร้างศาสนสถานของคริสตจักรโรมันคาทอลิก เป็นเสมือนการทลายกรอบและเปลี่ยนโลกทัศน์ในการออกแบบที่มีมาอย่างยาวนาน และกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการสร้างและออกแบบคริสตศาสนสถานทั่วโลก ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา สามารถพบเห็นศาสนสถานทางคริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก ที่มีรูปทรงแตกต่างและหลากหลายเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กระจายอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก สำหรับในประเทศไทย ซึ่งคริสตศาสนาได้เข้ามาเผยแพร่มาเป็นเวลายาวนาน และมีคริสตศาสนสถานอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่ค่อยได้พบเห็นศาสนสถานแห่งไหนที่มีรูปทรงแปลกตาและแตกต่างจากรูปแบบประเพณีนิยมแบบดั้งเดิมมากนัก จนกระทั่งโบสถ์ศีลมหาสนิทแห่งนี้ได้ถือกำเนิดขึ้น

ภายในวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)

โบสถ์ศีลมหาสนิท เป็นศาสนสถานในคริสตศาสนา นิกายโรมันคาทอลิก สังกัดอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในเขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร โดยโบสถ์เดิมนั้นมีประวัติการก่อตั้งในพื้นที่ละแวกนี้มานานกว่าครึ่งศตวรรษ จนกระทั่งราวปี ค.ศ. 2011 พระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช พระอัครสังฆราชมิสซังโรมันคาทอลิกกรุงเทพฯ ได้มีความคิดที่จะสร้างโบสถ์หลังใหม่ จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณริมถนนราชพฤกษ์และได้มอบหมายให้ คุณมาโนช สุขชัย สถาปนิกจากบริษัท Triple One Architects เป็นผู้รับผิดชอบงานออกแบบโบสถ์หลังใหม่หลังนี้

“จริงๆ ผมออกแบบไปสองแบบ แบบหนึ่งคือแบบที่เรียบง่ายที่เป็นทรงจั่วธรรมดา อีกแบบหนึ่งก็เป็นอาคารทรงโมเดิร์นที่ผมคิดคอนเซปต์ใหม่ขึ้นมา ซึ่งพระคาร์ดินัลท่านชอบแบบโมเดิร์นมากกว่า ท่านก็ให้ผมพัฒนาแบบนี้ต่อ ก็พัฒนาจนกลายเป็นแบบที่ก่อสร้างจริง และสร้างแล้วเสร็จออกมานี้” คุณมาโนช กล่าวถึงความเป็นมาเริ่มต้นในการออกแบบอาคารแห่งนี้

แถวเก้าอี้ม้านั่งภายในภายในวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)

หลังจากที่ได้โจทย์ที่ชัดเจนจากพระอัครสังฆราชฯ คุณมาโนชก็ได้นำแบบที่ได้รับการอนุมัติมาพัฒนาต่อ โดยแปรจากความคิดที่เป็นนามธรรมมาสู่แบบก่อสร้างที่เป็นรูปธรรม “คอนเซปต์พื้นฐานที่ใช้เป็นคอนเซปต์ในทางด้านเทวศาสตร์ คือมีตอนหนึ่งในพระคัมภีร์เก่าได้กล่าวเอาไว้ว่า มนุษย์นั้นเกิดขึ้นมาจากดินและจะหวนกลับไปสู่ดิน ส่วนผู้ที่ทำดีจิตวิญญาณจะขึ้นสู่สวรรค์ ก็เอาคอนเซปต์นี้มาผสมกับอีกคอนเซปต์ คือชื่อของวัดศีลมหาสนิท ซึ่งก็ได้หยิบยืมรูปทรงของแผ่นศีลที่ใช้ในพิธีศีลมหาสนิทที่เป็นแผ่นวงกลมมาใช้ในการสร้างรูปทรงของตัวอาคาร” คุณมาโนช อธิบายเสริม

ภายนอกวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)

ตัวอาคารมีรูปทรงคล้ายก้นหอยที่ขดเป็นแกลียว มีผังเป็นวงกลมคล้ายแผ่นศีล โดยเริ่มจากทางลาดที่ค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากดิน นำสายตามาสู่ส่วนที่เป็นโบสถ์ วนขึ้นไปยังหอระฆังและไปจบที่ไม้กางเขนซึ่งเป็นยอดสูงสุด พื้นที่ใช้งานภายในอาคารประกอบด้วยพื้นที่หลักคือ ส่วนสักการะสถาน ซึ่งเป็นที่สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทางศาสนา จุคนได้ประมาณ 300 คน พื้นที่ในส่วนนี้สถาปนิกได้ออกแบบให้แสงธรรมชาติสามารถส่องลงมายังรูปเคารพพระเยซูซึ่งประดิษฐานอยู่ภายใน ในส่วนของพระแท่นสำหรับสักการะได้มีการออกแบบฉากด้านหลังให้เป็นผนังสองชั้น โดยมีผนังชั้นในที่ปูด้วยอิฐเทียมคล้ายกับคอกแกะในอิสราเอลสมัยโบราณที่มักสร้างด้วยหิน บริเวณส่วนยอดเป็นหอระฆัง ซึ่งมีระฆังจริงอยู่ด้านใน และมีการเจาะช่องขนาดต่างๆ ไว้ เพื่อให้เสียงของระฆังสามารถออกมาภายนอกได้

อีกมุมของภายนอกวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)
มุมมองทะลุกระจกขึ้นไปยังยอดปลายวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)

วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร ส่วนใหญ่เป็นวัสดุสมัยใหม่ เช่น คอนกรีต กระจก และเหล็ก เพื่อให้เข้ากับรูปแบบของอาคารที่เป็นรูปทรงสมัยใหม่ โครงสร้างอาคารทั้งหมดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังเป็นคอนกรีตเปลือยสะท้อนความเรียบง่าย ส่วนหลังคาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กที่มีการออกแบบคานโค้งไขว้กันไปมาเพื่อรับกับรูปทรงของหลังคา ภายนอกกรุด้วยแผ่นอลูมิเนียม โค้งรับกับหลังคาบริเวณด้านหน้าอาคารส่วนที่เป็นโถงทางเข้าที่เป็นหลังคาผ้าใบขึง

กระจกสีที่ประดับอาคารวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)

หลังจากพัฒนาแบบอยู่ราวปีเศษ และใช้เวลาก่อสร้างอีกราว 3 ปี โบสถ์ศีลมหาสนิทแห่งนี้จึงก่อสร้างแล้วเสร็จ และเปิดให้คริสตศาสนิกชนได้มาเข้าใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนอกจากโบสถ์แห่งนี้จะเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของคริสตศาสนิกชนแล้ว ในมิติของการออกแบบ โบสถ์แห่งนี้ยังเป็นหลักไมล์สำคัญ ของการออกแบบอาคารศาสนสถานในประเทศไทย ที่ไม่จำเป็นต้องยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิมๆ แต่ให้ความสำคัญกับการตีความ ใช้สัญลักษณ์ โดยผสมผสานแนวคิดในการออกแบบและเทคโนโลยีในการก่อสร้างสมัยใหม่ ให้เข้ากับปรัชญาความเชื่อดั้งเดิมทางศาสนาได้อย่างลงตัวยิ่ง

กระจกสีที่ประดับอาคารวัดศีลมหาสนิท (ตลิ่งชัน)
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest