Walk & Talk with an Architect 3: Samsen Street Hotel by CHAT Architects

Visit / 26 ธ.ค. 2019

Samsen Street Hotel

กิจกรรม Walk & Talk with an Architect จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ในบ่ายวันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม 2562 ณ Samsen Street Hotel ในซอยสามเสน 6 ซึ่งแวดล้อมไปด้วยบ้านเรือนไม้ของคนในชุมชน ตึกแถวที่เรียงรายต่อกันเป็นแนวตลอดสองฝั่งถนน สมาชิกสมาคมสถาปนิกสยามฯ ทั้ง 15 คน ได้มาร่วมได้รับฟังแนวคิดที่เต็มไปด้วยข้อมูลการออกแบบสนุกๆ จาก CHAT Architects และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปพร้อมกัน

Samsen Street Hotel

เริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักที่มาที่ไปของแนวคิดการหยิบจับองค์ประกอบใกล้ตัวที่พบเห็นได้ทั่วไปในเมืองไทย โดยอั๋น-ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ผู้ก่อตั้ง CHAT Architects ได้ให้เกียรติมาอธิบายแนวคิดการออกแบบโรงแรมแห่งนี้ โดยเริ่มจากการให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนใช้โทรศัพท์มือถือของตัวเอง ไล่เปิดดูภาพในอัลบั้มที่รวบรวมงานวิจัยของเขาและทีมงานเอาไว้บนเฟซบุ๊กแทนการฉายสไลด์ขึ้นจอใหญ่ ทำให้เราได้เห็นว่า ทุกอย่างที่มาประกอบเป็นสถาปัตยกรรมตรงหน้านั้น เกิดจากประสบการณ์ในการสังเกต ศึกษาค้นคว้าของคุณอั๋นที่สะสมไว้ทีละเล็กละน้อยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะบ้านพักของคนงานก่อสร้างที่ใช้นั่งร้านมาต่อกันแล้วใช้แผ่นวัสดุต่างๆ มาติดเป็นพื้น เป็นผนัง จนกลายมาเป็นโครงการวิจัยที่ชื่อว่า Bangkok Bastards รวมไปถึงการออกแบบพื้นที่ของโรงแรมม่านรูดที่แม้เราจะไม่เคยรู้ว่าสถาปนิกเหล่านั้นเป็นใคร แต่ก็นับว่าออกแบบพื้นที่ได้อย่างชาญฉลาดไม่แพ้กัน

Samsen Street Hotel
อั๋น-ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ผู้ก่อตั้ง CHAT Architects

คุณอั๋นชวนให้เราค่อยๆ พิจารณาด้านหน้าของอาคาร Samsen Street Hotel ทีละส่วน ส่วนของระเบียงโรงแรมนั้นมักจะไม่ได้ถูกใช้งาน จึงตัดพื้นที่ของระเบียงออกทั้งหมด ยื่นบางส่วนออกมาเป็นพื้นที่เสริมขยายให้ห้องพักขนาด 3×3 เมตร สามารถพักได้ 3 คนอย่างที่เจ้าของโรงแรมตั้งใจไว้ แทรกบันได และพื้นที่เชื่อมต่อกันด้านนอกหน้าต่าง ซึ่งใช้วิธีคิดเดียวกับการประกอบนั่งร้าน ประกบโครงสร้างเหล็กติดเข้าไปกับตัวอาคารเดิม เพื่อให้ช่างไม่ต้องปีนหน้าต่างทะลุห้องพักของแขกออกมาซ่อมเครื่องปรับอากาศ แต่ใช้บันไดเหล่านี้เดินลัดเลาะไปจัดการงานระบบได้ทันที

Samsen Street Hotel
Samsen Street Hotel

รวมทั้งในโอกาสพิเศษก็ยังใช้เป็นเวทีการแสดงแนวตั้ง ให้ชาวชุมชน ผู้คนที่สัญจรไปมาเป็นผู้ชมได้อีกด้วย “เป็นการตลบกลับเอาสิ่งที่อยู่ในโรงแรมม่านรูดออกมาสร้างสีสันให้ท้องถนน ส่วนสีเขียวอ่อนที่เป็นสีภายนอกของอาคารก็เป็นสีสันแบบที่ชาวชุมชนละแวกนี้นิยมใช้กัน” คุณอั๋นกล่าว

Samsen Street Hotel

ส่วนด้านข้างของโรงแรมมีพื้นที่โล่ง คุณอั๋นมองว่าทางโรงแรมสามารถชวนศิลปินมาเพ้นต์สตรีตอาร์ตเติมสีสันได้อย่างไม่ต้องกลัวหลุดธีมที่ตนเองวางไว้ เพราะส่วนตัวเขาเองมองว่าสถาปัตยกรรมควรจะสอดคล้องไปกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงไม่ปฏิเสธการที่ผู้อยู่อาศัยจะปรับเปลี่ยนให้ต่างไปจากเดิม

บริเวณล็อบบี้ของ Samsen Street Hotel

เมื่อก้าวเข้าไปภายใน จะพบกับล็อบบี้โล่งกว้างเพดานสูงโปร่ง เคาน์เตอร์ต้อนรับออกแบบให้ดูเรียบๆ แต่มีโครงเหล็กดัดสานต่อเนื่องขึ้นไปจนสุดเพดาน ภาพสีขาวดำด้านซ้ายเป็นภาพรถเข็นริมทางซึ่งเป็นที่มาของโรงแรมนี้ จากการที่เจ้าของเริ่มต้นธุรกิจขายอาหารริมทางแล้วเก็บหอมรอมริบจนได้มีธุรกิจของตัวเองในที่สุด ผนังหนึ่งในล็อบบี้จึงนำโครงสร้างของรถเข็นขายอาหารริมทางมาแสดงให้เห็นชิ้นส่วนต่างๆ ทำให้เห็นความคิดสร้างสรรค์ในการดัดแปลงรถเข็นหลากหลายชนิดได้เป็นอย่างดี เมื่อไล่สายตาลงมาที่พื้นก็จะมีเส้นประนำสายตาพาไปยังสระว่ายน้ำ ลิฟต์ขึ้นตรงสู่ห้องพัก ห้องน้ำ ห้องอาหาร

บรรยากาศการนำชม Samsen Street Hotel

คุณอั๋นเล่าว่าทางเท้าของกรุงเทพฯ ก็เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ไหนๆ เวลาเดินเราก็ต้องคอยมองทางเท้าอย่างตั้งใจเพื่อหลบกระเบื้องที่เป็นหลุมเป็นบ่อแล้ว จึงใช้พื้นโรงแรมเป็นตัวบอกทางไปด้วยเช่นกัน เมื่อแหงนมองด้านบนก็จะพบกับงานระบบที่แบ่งส่วนเป็นท่อสายไฟ ระบบปรับอากาศ ฯลฯ โดยแปะตัวหนังสือตัวโตๆ ไว้เหมือนที่เราเห็นฝาท่อ เสาไฟในกรุงเทพฯ ว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของโรงแรมกระซิบบอกว่าช่างที่เข้ามาดูแลมีความสุขมากเพราะไม่ยุ่งยาก เห็นแล้วเข้าใจได้ทันที

ระบบต่างๆ ของ Samsen Street Hotel
พื้นของโรงแรม Samsen Street Hotel
Samsen Street Hotel

เส้นประนำเรามาถึงห้องพักห้องต่างๆ ภายในตกแต่งด้วยสีสันฉูดฉาด มีหมอนผ้าปักลวดลายแบบไทยๆ ร่วมสมัยที่หลายคนน่าจะคุ้นต่า ห้องน้ำติดกระเบื้องเรียงเป็นตัวอักษรบ่งบอกว่าแต่ละส่วนใช้สำหรับทำอะไร เนื่องจากในห้องพื้นที่ค่อนข้างน้อย จึงใช้วิธีการนำเหล็กมาเป็นโครงสำหรับสาธารณูปโภคต่างๆ ตั้งแต่ Snack Bar ตู้เสื้อผ้า อ่างล้างหน้า รวมถึงมีการนำแผ่นไม้มาวางให้เป็นพื้นที่สำหรับวางกระเป๋าเดินทางได้อย่างเป็นสัดส่วนจึงทำให้มีพื้นที่ใช้สอยในห้องเพิ่มขึ้น

บรรยากาศการเข้าชม Samsen Street Hotelระเบียงในคอร์ทด้านในทุกห้องจะหันเข้าสู่สระว่ายน้ำตรงกลาง มีเหล็กดัดเป็นรูปโค้งพอดีให้สอดขาทั้งสองข้างเข้าไปได้ เพราะทุกวันในช่วงค่ำจะมีการฉายภาพยนตร์ริมสระน้ำ ให้ทุกคนได้มามีปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน หากหิวก็ไม่ต้องลงไปซื้อของกินด้านล่างแต่สามารถโทรสั่งให้โรงแรมส่งอาหารขึ้นมาผ่านระเบียงได้ด้วยลิฟต์ส่งอาหารตัวจิ๋วที่ใช้รอกไฟฟ้าเป็นตัวขับเคลื่อนให้ขยับขึ้นลง

Samsen Street Hotel

คุณอั๋นเล่าในช่วงท้ายของการถามตอบแลกเปลี่ยนกับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ว่าเขาต้องการที่จะทำให้งานวิจัยที่เขาทำมาตลอดการเป็นสถาปนิกนั้นได้กลายเป็น Opensource สำหรับให้คนอื่นๆ นำไปใช้ต่อได้ พัฒนาต่อให้เกิดขึ้นจริงได้ หลายชิ้นงานช่วยพิสูจน์สมมติฐานที่เขาเองตั้งใจไว้ได้เป็นอย่างดี ผลงานหลายชิ้นที่เกิดขึ้น หากไม่ทดลองทำก็อาจจะไม่มีใครกล้าทำหรือพัฒนาต่อ ดังนั้นแนวทางการทำงานของเขานอกจากการเป็นสถาปนิกที่ช่างสังเกต กล้าทดลองแล้ว ก็ยังต้องการที่จะพัฒนาแนวคิดต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีสิ้นสุดด้วย

Samsen Street Hotel
Samsen Street Hotel
บรรยากาศการถามตอบกับคุณอั๋น ผู้ออกแบบ Samsen Street Hotel
ภาพหมู่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม Walk & Talk with an Architect ณ  Samsen Street Hotel
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Ratchawithi Island Victory Monument Bus Transit Center

Update / 16 ธ.ค. 2019

ประกาศผลการตัดสินประกวดแนวความคิดการออกแบบ
“Ratchawithi Island Victory Monument Bus Transit Center”

รางวัลชนะเลิศลำดับที่ 1 – Quintrix Architects

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ บริษัท โตโต้ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมการประกวด RATCHAWITHI ISLAND VICTORY MONUMENT BUS TRANSIT CENTER โดยมีเป้าหมายที่จะระดมความคิดในการปรับปรุงพื้นที่โดยสารสาธารณะ บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พื้นที่บริเวณเกาะราชวิถี เป็นหัวข้อในการประกวด เนื่องมาจากปัญหาและความวุ่นวายของการใช้พื้นที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “ศูนย์กลางการคมนาคม” ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร แต่กลับยังขาดการจัดการที่ดี ส่งผลให้การใช้ประโยชน์จากพื้นที่สาธารณะยังทำได้ไม่เต็มที่

โจทย์สำคัญในการออกแบบครั้งนี้ก็คือการสร้างพื้นที่ที่มีทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก เอื้อต่อการจัดการที่ดี และปลอดภัยสำหรับทุกคน ซึ่งขอบเขตการออกแบบนั้นประกอบด้วย
1. จุดให้บริการข้อมูล ขนาด 5 ตร.ม. จำนวน 2 จุด (Information Service Kiosks)
2. จุดจอดรถโดยสารประจำทาง 3 จุด ที่มีการแบ่งจุดรอรถ และจุดรับส่งผู้โดยสารอย่างชัดเจน สำหรับกลุ่มรถโดยสารประจำทาง 3 กลุ่ม ที่แต่ละจุด

โดยมี Shigeru Ban สถาปนิกชื่อดังชาวญี่ปุ่น เป็นผู้ร่วมตัดสินผลงานในรอบสุดท้าย รวมถึงมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่ชนะการประกวด ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา

รางวัลชนะเลิศลำดับที่ 1
Quintrix Architects

รางวัลชนะเลิศลำดับที่  1 – Quintrix Architects
รางวัลชนะเลิศลำดับที่  1 – Quintrix Architects
รางวัลชนะเลิศลำดับที่  1 – Quintrix Architects


รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 

Rittipong Tiandum

รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 – Rittipong Tiandum
รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 2 – Rittipong Tiandum


รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 3 

Recreation

รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 3 – Recreation
รางวัลรองชนะเลิศลำดับที่ 3 – Recreation

รางวัลชมเชย 2 รางวัล 
IDEA TEAM B
NO-MAD

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ทุนนิยม กับพลวัตของเลย์เอาต์ตลาด (Capitalism and Market Layout Dynamics)

Learn / 11 ธ.ค. 2019

เรื่อง: ผศ.ดร. ธานี ชัยวัฒน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ภาพ: – J –

คำว่า “ตลาด” ในทางเศรษฐศาสตร์ หมายถึง พื้นที่ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า ระหว่างผู้บริโภค (อุปสงค์) กับผู้ขาย (อุปทาน) โดยอาจเป็นพื้นที่ตลาดทางกายภาพ (physical market space) ซึ่งยึดติดอยู่กับที่ เช่น ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า หรือเลื่อนไหลไปได้ตามสถานที่ต่างๆ เช่น การเคาะประตูขายของตามบ้าน หรืออาจเป็นพื้นที่ตลาดเสมือน (virtual market space) ที่ไม่ได้ใช้พื้นที่กายภาพจริงก็ได้ เช่น การซื้อขายทางโทรศัพท์ หรือการสั่งของออนไลน์ เป็นต้น

เป็นที่ทราบกันดีว่า ทุนนิยมได้เข้ามามีบทบาทในเกือบทุกด้านของสังคม หลักการหนึ่งของทุนนิยมก็คือทำให้ตลาดมีประสิทธิภาพที่สุด นั่นคือ สามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่าย มีราคาเป็นตัวชี้วัดคุณภาพ มีความพอใจเป็นแรงจูงใจของผู้บริโภค และมีกำไรเป็นรางวัลให้ผู้ขาย ซึ่งเมื่อตลาดเติบโต กล่าวคือมีมูลค่าการค้ามากขึ้น สินค้าก็จะเข้าถึงง่ายขึ้น ราคาก็จะสะท้อนคุณภาพมากขึ้น ผู้บริโภคมีความพอใจสูงขึ้น ยอมจ่ายซื้อสินค้าในราคาที่แพงขึ้น และผู้ขายก็จะมีกำไรสูงขึ้น นี่คือเหตุผลหลักที่ทุนนิยมก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในการใช้ทรัพยากร และเชื่อกันว่า ในที่สุดจะนำไปสู่การพัฒนาในระยะยาว
กระบวนการหนึ่งที่ทุนนิยมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรก็คือ การทำให้ทรัพยากรนั้นๆ กลายเป็นสินค้า (commodification) กล่าวคือ ต้องเอาทรัพยากรที่มีจำกัดเข้ามาสู่ระบบตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่า แน่นอนว่า พื้นที่ตลาดที่ทำหน้าที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนก็เป็นหนึ่งในทรัพยากรที่ถูกทำให้เป็นสินค้าเพื่อเพิ่มมูลค่า

หากพิจารณาพัฒนาการของพื้นที่ตลาดผ่านการเปลี่ยนแปลงเลย์เอาต์ของตลาดที่ตอบสนองต่อกิจกรรมการแลกเปลี่ยนในมิติของการกลายเป็นสินค้า จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ยุค ดังต่อไปนี้

ยุคแรกเริ่ม พื้นที่ตลาดเกิดขึ้นเพื่อความสะดวกในการค้นหาสินค้า (seeking period)

ยุคแรกเริ่ม พื้นที่ตลาดเกิดขึ้นเพื่อความสะดวกในการค้นหาสินค้า (seeking period) โดยพื้นที่ตลาดในยุคนี้เป็นการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างหมู่บ้าน แต่การจะทราบว่าหมู่บ้านไหนต้องการสินค้าอะไร และจะนำอะไรมาแลกเปลี่ยนนั้นเป็นเรื่องยาก การซื้อขายแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องมีการรวมศูนย์ของผู้ที่ต้องการแลกเปลี่ยนสินค้าก่อน เพื่อลดต้นทุนการค้นหาสินค้าให้ต่ำลง การใช้พื้นที่เพื่อเป็นตลาด (bazaar/ arcade) จึงเกิดขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ให้แต่ละหมู่บ้านนำผลผลิตส่วนเกินของตนเองมาซื้อขายแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

พัฒนาการตอนปลายของยุคแรกเริ่มมาจากการพัฒนาการขนส่งที่สามารถเดินทางออกไปในระยะที่ไกลมากๆ ได้ อาชีพพ่อค้า (merchants) อย่างเป็นทางการจึงเกิดขึ้นด้วยการนำสินค้าจากตลาดหนึ่งไปแลกเปลี่ยนกับตลาดอื่น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กองคาราวาน (caravan trade) โดยสินค้าที่มีการแลกเปลี่ยนนั้นมักเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ นำมาสู่ความหลากหลายของสินค้าที่มากขึ้นในพื้นที่ตลาดหนึ่งๆ

การจัดเลย์เอาต์ของพื้นที่ตลาดในยุคนี้จึงไม่มีความชัดเจน เป็นการจัดวางการขายสินค้าแบบสะเปะสะปะตามที่แต่ละคนสามารถจับจองพื้นที่ได้ รวมถึงผู้ขายสินค้าคนหนึ่งๆ ก็จะขายสินค้าที่หลากหลายตามที่ตนเองมีผลผลิตส่วนเกิน หรือมีความสามารถในการหามาได้ และมีการเปลี่ยนแปลงตัวสินค้าไปเรื่อยๆ ตามโอกาส สาเหตุที่ไม่มีการจัดสรรเลย์เอาต์ตลาดอย่างเข้มงวด เพราะพื้นที่ตลาดมีมาก และการแลกเปลี่ยนเป็นไปเพื่อเกื้อกูลซึ่งกันและกันมากกว่าเพื่อการแข่งขันแย่งชิง

ยุคที่สอง พื้นที่ตลาดอันเป็นศูนย์รวมการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนจำนวนมากมีมูลค่าในตัวเอง

ยุคที่สอง เมื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าในตลาดประสบความสำเร็จ ประชากรมีจำนวนมากขึ้น และการเดินทางทำได้ง่ายขึ้น พื้นที่ตลาดอันเป็นศูนย์รวมการจับจ่ายใช้สอยของผู้คนจำนวนมากก็มีมูลค่าในตัวของมันเอง และถูกพัฒนาเป็นธุรกิจที่มีการลงทุน พื้นที่ตลาดก็ถูกจับจองโดยนายทุน โดยนายทุนจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแสวงหาสินค้าที่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมาขาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ห้างสรรพสินค้า ในยุคนี้ พื้นที่ตลาดจึงเป็นไปเพื่อให้นายทุนแสวงหาสินค้ามาทำกำไร (sourcing period) การจัดเลย์เอาต์ของพื้นที่ตลาดเริ่มมีความเป็นระเบียบ เดินง่าย มีราคาที่ชัดเจน จัดวางสินค้าประเภทเดียวกันไว้รวมกันเพื่อความสะดวกของผู้บริโภค และเน้นที่การมีสินค้ามากมายให้เลือกอย่างสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนสินค้าบ่อยๆ และในยุคนี้ วัฒนธรรมของตลาดที่เคยมีวิถีชีวิตดั้งเดิมแฝงอยู่ก็เริ่มหายไป

ต่อมา ห้างสรรพสินค้าก็เริ่มถูกยกระดับจากพื้นที่เพื่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนไปสู่เพื่อการใช้เวลาว่างของผู้บริโภค นั่นคือ ห้างสรรพสินค้าเริ่มสร้างวิถีชีวิตของตัวเองขึ้น เลย์เอาต์ของห้างที่เคยแน่นๆ มีสินค้าเยอะๆ ก็เริ่มมีโถงตรงกลาง มีพื้นที่พักผ่อน มีสวนหย่อมอยู่ภายในห้างมากขึ้น เมื่อผู้คนใช้เวลาว่างในห้างสรรพสินค้ามากขึ้น พวกเขาจะคุ้นเคยกับวิถีชีวิตในห้างมากขึ้น มูลค่าซื้อของมากขึ้น และทุนนิยมก็ทำให้พื้นที่ตลาดมีมูลค่ามากขึ้น

อย่างไรก็ดี การจัดเลย์เอาต์ในยุคนี้ยังคงค่อนข้างมีความเป็นระเบียบว่ามีสินค้าอะไรอยู่ตรงไหน มีขอบเขตความเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ชัดเจน รวมไปถึงมีการกำหนดเส้นทางการเดินของผู้บริโภคไว้ล่วงหน้าด้วย สาเหตุเนื่องมาจากทุนนิยมเริ่มเข้ามามีบทบาท การจัดเลย์เอาต์จึงเป็นไปเพื่อการแสวงหากำไรสูงที่สุดของนายทุน

ยุคที่สาม เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนมากขึ้น

ในยุคที่สาม เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทต่อการซื้อขายแลกเปลี่ยนมากขึ้น การซื้อขายแลกเปลี่ยนทำได้ง่ายขึ้นจากแอปพลิเคชั่นต่างๆ ในสมาร์ทโฟน ยุคนี้จึงเป็นยุคของผู้บริโภคที่มีความพอใจจากการค้นหาสินค้าทางออนไลน์ (searching period) ตลาดสินค้าออนไลน์จัดเป็นตลาดเสมือนประเภทหนึ่งที่มีมูลค่าการค้าสูงมาก จนส่งผลให้มูลค่าการค้าในพื้นที่ตลาดทางกายภาพลดลงอย่างเห็นได้ชัด พื้นที่ตลาดทางกายภาพที่เคยใหญ่โต จึงลดลงเหลือพื้นที่เสมือนเพียงแค่ไม่กี่ตารางนิ้ว แต่กลับทำหน้าที่ได้ดีไม่น้อยกว่าตลาดแบบดั้งเดิมที่เคยมีมาเลยทีเดียว

ในยุคที่สามนี้จึงได้เห็นการปรับตัวของพื้นที่ตลาดทางกายภาพจากวัตถุประสงค์เพื่อการซื้อขายสินค้า โดยที่ไม่มีวิถีชีวิตแฝงอยู่ ไปสู่เพื่อการซื้อขายสินค้าที่เริ่มมีวิถีชีวิตของผู้คนกลับเข้ามา เพียงแต่มันไม่ใช่วิถีชีวิตดั้งเดิม แต่กลับเป็นวิถีชีวิตของคนสมัยใหม่ ทันสมัย หรือมีธีม (theme) ที่สื่อสารอย่างชัดเจน การจัดเลย์เอาต์ของพื้นที่ตลาดในยุคนี้จึงยังคงมีความเป็นระเบียบ แต่สอดแทรกอารมณ์และความรู้สึกเข้าไปมากขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ (experience) ให้กับผู้บริโภค เช่น ห้างสรรพสินค้า Terminal 21 มีการตกแต่งเสมือนเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละชั้น อย่างเช่น โตเกียว ฝรั่งเศส อิตาลี หรือห้าง J Park Sriracha ซึ่งตกแต่งเป็นแบบญี่ปุ่นอย่างชัดเจน หรือห้างสรรพสินค้าบางแห่งอาจไม่ได้เฉพาะเจาะจงกับพื้นที่ แต่ตกแต่งเพื่อเน้นความรู้สึกที่หรูหรา อย่างเช่น Central Embassy หรือ เกษรพลาซ่า เป็นต้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะทุนนิยมได้ขยับขยายการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอารมณ์และความรู้สึกของผู้บริโภคที่มาใช้เวลาในพื้นที่ตลาดแทนที่จะเพื่อจับจ่ายใช้สอยเท่านั้น

ยุคที่สี่ ผู้บริโภคเริ่มผสานพื้นที่ตลาดออนไลน์กับพื้นที่ตลาดทางกายภาพมากขึ้น โดยการใช้สมาร์ทโฟน

ยุคที่สี่ ผู้บริโภคจะเริ่มผสานพื้นที่ตลาดออนไลน์กับพื้นที่ตลาดทางกายภาพมากขึ้น โดยการใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นพื้นที่ตลาดเสมือนเพื่อค้นหาประสบการณ์จากพื้นที่ทางกายภาพมากขึ้น ยุคนี้ผู้บริโภคจะเริ่มค้นหาวิถีชีวิตที่เป็นตัวตนของตนเองมากขึ้น และแสดงออกให้คนรอบข้างรับรู้ เราเรียกยุคนี้ว่าเป็นยุคของการแสดงออกเพื่อระบุตัวตน (showing period) ผู้บริโภคจะเดินทางไปตามร้านกาแฟ ร้านอาหาร ตลาด หรือแม้แต่งาน event มากขึ้น โดยพิจารณาเลือกจากเรื่องราว รีวิวหรือภาพถ่ายในสมาร์ทโฟน ทั้งที่หลายงานก็ไม่มีสินค้าให้ซื้อขายมากนัก และอาจเดินทางไปโดยไม่ได้ซื้อสินค้าอะไรเลย แต่พวกเขาไปเพื่อถ่ายรูปและโพสท์ลงสื่อสังคม ซึ่งการแสดงตัวตนบนพื้นที่ตลาดที่มีเรื่องราวหรือมีความนิยมจากคนอื่นได้กลายมาเป็นมูลค่าที่สำคัญในโลกยุคใหม่ เช่น บางคนเดินทางไปตาม event เกี่ยวกับศิลปะ เพื่อจะบอกว่าตนเองสนใจศิลปะ บางคนเดินทางไปท่องเที่ยวชนบท เพื่อจะสื่อสารว่าตนเองรักความเป็นไทยดั้งเดิม เป็นต้น

การจัดวางเลย์เอาต์ของพื้นที่ตลาดในยุคนี้จึงต้องมีเรื่องราวที่เข้าใจได้ เป็นที่ถูกใจของผู้บริโภค เพื่อให้ได้รับรีวิวที่ดี มีการถ่ายรูป และเกิดการแชร์ทางสื่อสังคมออกไป โดยอาจไม่ต้องมีการขายสินค้าเป็นจำนวนไม่มาก แต่มีการตกแต่งที่มีจุดเด่น เช่น ขายแค่กาแฟกับขนมหวานเท่านั้น ผู้บริโภคก็ยอมเดินทางไป นอกจากนี้ ในหลายร้านยังสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มบนพื้นที่ตลาดมากกว่าแค่ขายสินค้าจนสามารถเก็บค่าเข้าชมจากผู้บริโภคได้อีกด้วย ภายใต้ยุคที่สี่นี้ ทุนนิยมได้แปลงความเป็นตัวตนของแต่ละคนเป็นสินค้าที่มีมูลค่าในการซื้อขายที่ผู้คนต้องเดินทางต้องแสวงหา

จากที่กล่าวมาทั้ง 4 ยุค จะเห็นได้ว่าทุนนิยมได้เข้ามาเพิ่มมูลค่าของพื้นที่ตลาดผ่านการเปลี่ยนแปลงเลย์เอาต์ตลาด ส่งผลให้พื้นที่ตลาดมีพลวัตอย่างต่อเนื่อง โดยใน 2 ยุคแรกเป็นพลวัตของพื้นที่ตลาดที่มีผู้ขายเป็นผู้กำหนด (supply-dominated) จากวัตถุประสงค์เพื่อการแลกเปลี่ยนสินค้าตามที่ผู้ขายมีสินค้าเหลือ มาสู่เพื่อการทำกำไรของนายทุน ขณะที่ 2 ยุคหลังเป็นพลวัตของพื้นที่ตลาดที่มีผู้บริโภคเป็นผู้กำหนด (demand-dominated) จากวัตถุประสงค์เพื่อการได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ไปสู่การสร้างตัวตนของผู้บริโภค ซึ่งเท่ากับว่าพลวัตของพื้นที่ตลาดกำลังเข้าสู่การเป็นตัวแทนของวิถีชีวิตของผู้บริโภคอย่างแท้จริง และเลย์เอาต์ของตลาดกำลังถูกทำให้ตอบสนองต่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

ASA Real Estate Awards 2019

Update /

ASA Real Estate Forum 2019 เปิดเวทีให้เกิดการพูดคุยเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบเมืองยุคใหม่ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนและเป็น “เมืองเพื่อทุกคน (Cities for All)” อย่างแท้จริง โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการอสังหาริมทรัพย์ ร่วมเป็นวิทยากร ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ รวมถึงมีการประกาศผลการคัดเลือกรางวัลโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อคุณภาพชีวิตดีเด่นประจำปี 2562

บรรยากาศงาน ASA Real Estate Forum 2019

สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ใช้เวที “ASA Real Estate Forum 2019” โดยมี นายอัชชพล ดุสิตนานนท์ นายกสมาคมสถาปนิกสยามฯ และนายวีรพล จงเจริญใจ ประธานการจัดงานฯ ระดมไอเดียออกแบบเมืองยุคใหม่ หนุนใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาเมืองแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนและเป็น “เมืองเพื่อทุกคน (Cities for All)” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิในวงการอสังหาริมทรัพย์ อาทิ ดร. ภาสกร ประถมบุตร, สุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ, ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง, พรนริศ ชวนไชยสิทธิ์, ฐาปนา บุญยประวิตร, อัญชนา วัลลิภากร, ผศ.ดร.การดี เลี่ยวไพโรจน์ ฯลฯ ร่วมเป็นวิทยากร ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในงาน ASA Real Estate Forum 2019

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวแสดงมุมมองเกี่ยวกับ“อนาคตประเทศไทย อนาคตเมืองนวัตกรรมสําหรับทุกคน” ในงาน ASA Real Estate Forum 2019 ว่า หนึ่งในแนวโน้มสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นกับทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ส่งผลกระทบในทุกมิติของชีวิต ซึ่งเมื่อผนวกรวมกับปรากฏการณ์เติบโตของสังคมเมือง (Urbanization) สัดส่วนประชากรสังคมเมืองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นโจทย์สำคัญสำหรับการพัฒนาโครงสร้างทุกด้านที่ต้องปรับให้เข้ากับแนวโน้มเหล่านี้ สำหรับประเทศไทยช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนประชากรสังคมเมืองเพิ่มจาก 36% เป็น 50% ในปัจจุบัน และแนวโน้มตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้น ดังนั้นการขยายตัวของเมืองยังคงเกิดขึ้นแน่ๆ ทำให้การพัฒนาต่อจากนี้ไปต้องคิดถึงการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กันไปด้วย อีกทั้ง ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีในการพัฒนาเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต คุณภาพบริการสาธารณะ และปรับปรุงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เพื่อให้การเกิดการพัฒนา “เมืองเพื่อทุกคน (Cities for All)” พร้อมกล่าวย้ำว่า “ผู้นำในการพัฒนาเมืองต่อจากนี้ไป ไม่ใช่ภาครัฐ แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน”

นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษานโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

นายสุริยนต์ ธัญกิจจานุกิจ ที่ปรึกษานโยบายและแผนงาน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานกำหนดนโยบายภาพรวมของประเทศ มองว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้า “เมือง” จะเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งนี้ การพัฒนาเมือง คือ การพัฒนาวิถีชีวิต ซึ่งต้องให้สอดคล้องกับแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่ใช้แบบพิมพ์นิยม หรือใครทำแล้วดี ก็ลอกแบบไปให้พื้นที่อื่น “เมืองออกแบบได้ โดยทั้ง 5 ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมามีส่วนร่วมในทุกระดับมากขึ้น ได้แก่ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และภาคสิ่งแวดล้อม การสร้างเมืองที่เป็นประโยชน์สำหรับทุกคน ต้องใช้องค์ความรู้ สถาปนิก และนักออกแบบเมืองต้องเข้ามามีบทบาท จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับวิถีชีวิต การดำเนินชีวิตของทุกคน”

ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า (DEPA)

ดร. ภาสกร ประถมบุตร รองผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือดีป้า (DEPA) กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจสำคัญที่ดีป้าได้รับมอบหมายคือ การขับเคลื่อนให้เกิดเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ท ซิตี้) โดยในมุมมองของดีป้า สมาร์ท ซิตี้ จำเป็นต้องมีระบบนิเวศ (eco system) ที่สำคัญ ได้แก่ การใช้ดิจิทัลเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรให้อยู่ดีมีสุข และส่งเสริมให้อุตสาหกรรมเติบโต “คนเปลี่ยน เทคโนโลยีเปลี่ยน เมืองจึงโดน disrupt ดังนั้นแนวคิดในการออกแบบสมาร์ทซิตี้ที่ถูกทิศทาง ก็คือ เทคโนโลยีต้องตามหลัง แต่ต้องให้ความสำคัญกับความต้องการของคนที่อยู่ในเมืองนั้นๆ เป็นลำดับแรก เพราะโจทย์/ปัญหาจะเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและสังคม”

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (ซ้าย)

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า การจะทำให้เมืองเป็นของทุกคนในทุกระดับได้จริงๆ ต้องมีการสร้างสรรค์ร่วมกัน โดยในส่วนของ NIA เริ่มทำงานผ่านแนวคิดการพัฒนาเพื่อชุมชน เพื่อสังคม นำร่องตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว ด้วยโครงการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation District) เป็นการทำนวัตกรรมเชิงพื้นที่ (Area-based Innovation) โดยนำนวัตกรรมแทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยในการออกแบบ ช่วยในการบริโภคได้คุ้มค่า นวัตกรรมแบบไหนควรอยู่ในเมืองแบบนั้น และเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ถ้าทำให้เกิดขึ้นได้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทด้วย
ปัจจุบัน NIA เข้าไปสนับสนุนการพัฒนาย่านนวัตกรรมแล้ว 15 แห่ง แบ่งเป็นในกรุงเทพ 8 แห่ง และอีก 7 แห่งในต่างจังหวัดครอบคลุมทุกภาคของประเทศ ตัวอย่างเด่นๆ ได้แก่ ย่านนวัตกรรมโยธา เน้นนวัตกรรมด้านการแพทย์ เพราะโดยรอบบริเวณนั้นเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลหลายแห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยลำดับต้นๆ ด้านการแพทย์, ย่านนวัตกรรมกล้วยน้ำไท เน้นการพัฒนาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์, เทคโนโลยีสื่อและดิจิทัล, ย่านนวัตกรรมปทุมวัน หรือสามย่าน สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัล และงานด้านการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น

บรรยากาศงาน ASA Real Estate Forum 2019


รางวัลโครงการบ้านจัดสรร ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท (ประเภททาวน์เฮ้าส์ในเมือง)

บ้านภูริปุรี สตรีวิทยา 2

โครงการ บ้านภูริปุรี สตรีวิทยา 2
เจ้าของโครงการ : บริษัท บ้านภูริปุรี จำกัด
ผู้ออกแบบ : บริษัท บ้านภูริปุรี จำกัด

รางวัลโครงการบ้านจัดสรร ราคา 10-30 ล้านบาท

บ้านบ้าน วิภาวดี 20

โครงการ บ้านบ้าน วิภาวดี 20
เจ้าของโครงการ : บริษัท ไรส์ซิ่ง พลัส ดิเวลล็อปเม้นท์ จำกัด
ผู้ออกแบบ : บริษัท สถาปนิก สเปซไทม์ จำกัด

รางวัลโครงการบ้านจัดสรร ราคามากกว่า 30 ล้านบาท

Issara Residence Rama 9

โครงการ Issara Residence Rama 9
เจ้าของโครงการ : บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน)
ผู้ออกแบบ : บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด, บริษัท สตูดิโอ เคมิสทริ จำกัด, บริษัท วีวี ดีซายน์ จำกัด

รางวัลโครงการอาคารชุดพักอาศัย ราคาต่ำกว่า 10 ล้านบาท

Chapter One Eco

โครงการ Chapter One Eco
เจ้าของโครงการ : บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) (Pruksa Real Estate Public Co.,Ltd.)
ผู้ออกแบบ : บริษัท ไอ วิว ดีไซน์ สตูดิโอ จำกัด

รางวัลโครงการอาคารชุดพักอาศัย ราคา 10-30 ล้านบาท

Whizdom 101

โครงการ Whizdom 101
เจ้าของโครงการ : บริษัท วิซดอม โซไซตี้ ดีเวลลอปเม้น คอร์ปอเรชั่น จำกัด
ผู้ออกแบบ : บริษัท เอชบี ดีไซน์ จำกัด

รางวัลโครงการอาคารชุดพักอาศัย ราคามากกว่า 30 ล้านบาท

Banyan Tree Residences Riverside Bangkok

โครงการ Banyan Tree Residences Riverside Bangkok
เจ้าของโครงการ : บริษัท เนอวานา ไดอิ จำกัด (มหาชน)
ผู้ออกแบบ : บริษัท อาเช่-ไทย จำกัด และ บริษัท ซีเอพีเอ สถาปนิก (ประเทศไทย) จำกัด (ARCE THAI and CAPA Architects Thailand Co.,Ltd.)

รางวัลโครงการอาคารนันทนาการและสุขภาพ

Panya Village Clubhouse

โครงการ Panya Village Clubhouse
เจ้าของโครงการ : Panya Village
ผู้ออกแบบ : บริษัท มินิแมกซิสท์ จำกัด

 

รางวัลประกาศเกียรติคุณโดดเด่น ด้านโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ร่วมพัฒนาชุมชน
กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์
โครงการ ICONSIAM

รางวัลประกาศเกียรติคุณโดดเด่น ด้านโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีธรรมาภิบาล
บริษัท เอนิว เอสเตท จำกัด
โครงการ The River Ubon

รางวัลประกาศเกียรติคุณโดดเด่น สถาปนิกจิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคม
คุณประยงค์ โพธิ์ศรีประเสริฐ

รางวัลประกาศเกียรติคุณโดดเด่น นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จิตอาสาเพื่อพัฒนาสังคม
คุณพรนริศ ชวนไชยสิทธิ์

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

What Architect Think & Users’ Opinion: Food Villa

Update / 09 ธ.ค. 2019

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: Courtesy of I LIKE DESIGN STUDIO

ตั้งอยู่บนส่วนต่อขยายของตัวเมืองกรุงเทพมหานคร อย่างถนนราชพฤกษ์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นตลาดที่ประสบความสำเร็จมากทีเดียว สังเกตได้จากจำนวนผู้ใช้งานที่ยังคงแวะเวียนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าโครงการจะเปิดตัวมากว่า 4 ปีแล้วก็ตาม โดยเราได้รับเกียรติพูดคุยกับคุณเบนซ์ ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ จากบริษัท I LIKE DESIGN STUDIO ผู้ออกแบบโครงการ

คุณเบนซ์ ณฤชา คูวัฒนาภาศิริ จากบริษัท I LIKE DESIGN STUDIO ผู้ออกแบบโครงการ

ภาพแรกที่เจ้าของโครงการต้องการคืออะไร
ตอนแรกที่เจ้าของโครงการติดต่อเข้ามาเขาคาดหวังว่าโครงการเขาจะเป็นเหมือนตลาดอ.ต.ก. หรือตลาดบองมาเชร์ (Bon Marche) ซึ่งในฐานะของสถาปนิก เรามองว่าเราสามารถออกแบบให้แตกต่างออกไปได้ ในช่วงที่หารือกัน เราก็เสนอแนวทางไป แต่เจ้าของโครงการคิดว่าเราต้องการจะให้เป็น community mall หรือเปล่า ซึ่งในช่วงเวลานั้นมันค่อนข้างจะล้นตลาดแล้ว และมีหลายแห่งที่ทำออกมาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ อีกอย่างหนึ่งข้างโครงการ Food Villa ก็มี community mall อยู่แล้ว เราก็เลยพยายามอธิบายให้เจ้าของโครงการฟังว่าเรากำลังจะออกแบบตลาดสดให้เขานั่นแหละ แต่เป็นตลาดสดแบบที่ในไทยยังไม่มี เราก็หาตัวอย่างให้เจ้าของโครงการดูว่า ตลาดแบบตลาดสดในต่างประเทศมันมีการออกแบบนะ มันสามารถที่จะมีความน่าสนใจมากกว่าแค่ทำตลาดสดซ้ำๆ แบบกันไปเรื่อยๆ

Food Villa

ตลาดสดแบบไหนถึงเรียกว่าดีกว่าเก่า
เริ่มแรกเลยคือเรานั่งคิดกันว่าตลาดสดแบบเดิมๆ ในประเทศไทยมันดีอย่างไรและมันไม่ดีอย่างไร ที่ไม่ดีก็คือตลาดสดมักจะมืด ชื้นแฉะ ส่วนที่ขายอาหารทะเล ขายผัก ก็ปล่อยน้ำลงที่พื้น ดูสกปรก เพราะฉะนั้นเราอยากจะทำตลาดที่ดีขึ้น เราต้องคิดวิธีการให้มันสะอาด อย่างแรกเราหาวิธีจัดการกับความชื้นแฉะ โดยการเพิ่มรางระบายน้ำรอบๆ ทุกแผง อย่างที่สองแสงสว่างต้องเพียงพอและไม่ร้อน เราต้องการตลาดที่ระบายอากาศได้ดี ลูกค้าเดินได้สะดวกสบาย ส่วนแผงค้าอะไรต่างๆ เราก็คงไว้เหมือนเดิม

Food Villa

ส่วนประกอบต่างๆ ในโครงการมีที่มาอย่างไร
เริ่มแรกเจ้าของโครงการอยากให้โครงการตลาดขายอาหารทั้งหมด เราก็อธิบายเป็นเรื่องราวเชิงเปรียบเทียบให้เขาฟัง ว่าเดิมชาวบ้านทำการเกษตรปลูกข้าว เมื่อผลผลิตมากขึ้นจึงมีการนำมาแลกเปลี่ยนกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของการเกิดตลาด เราเปรียบเทียบฟอร์มของอาคารส่วนตลาดที่มันเหมือนเป็นก้อนจั่วมาต่อกัน ว่ามันคือแต่ละก้อนของฟาร์มที่ผลิตสินค้า ส่วนด้านหลังที่เป็น community mall เล็กๆ เป็นเหมือนบ้านเกษตรกร มีส่วนประกอบเป็นสวนและบ่อปลา

บรรยากาศภายใน Food Villa

ทั้งหมดรวมกันเหมือนเราสร้างธีมขึ้นมาให้กับโครงการ ซึ่งในรายละเอียดของแต่ละส่วนเราก็ออกแบบฟอร์มที่สัมพันธ์กับทิศทางลม-แดด อย่างส่วนของตลาดที่มันเกิดหลังคาจั่วประกอบต่อๆ กัน เราก็ซ้อนทุกยอดจั่วที่ชนกันเพื่อเป็นช่องระบายความร้อน ในส่วนของการวางตัวอาคาร เราได้ซอยก้อนของตลาดเป็น 4 ส่วนเพื่อให้มันสั้นลงและระบายลมร้อนได้ดีขึ้น มีการใช้พัดลมขนาดกว้าง 7 เมตรในช่วงที่ไม่มีลมธรรมชาติ เพื่อให้มีการระบายอากาศที่ดี หรือการที่เราใช้วัสดุโปร่งแสงในด้านทิศเหนือเพื่อที่จะดึงเอาแสงธรรมชาติเข้ามาใช้ในตลาดเพื่อตอบสนองโจทย์ที่เราตั้งไว้ตอนแรกว่ามันต้องสว่าง สะอาด ระบายอากาศได้ดี

Food Villa

USERS’ OPINIONS

อัญวีณ์ อัครชมสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท

“ชอบที่  product ในนี้มีความหลากหลายมากๆ ค่ะ มีโซนตลาดสำหรับแม่บ้านซื้อของสดเข้าบ้าน มีโซน food court ขายอาหารซึ่งมีหลากหลายแบบมากด้วย พอถัดเข้ามาด้านหลังก็เป็นเหมือน community mall มากขึ้น มีสนามหญ้าให้เด็กและสุนัขเล่น มีน้ำพุทำให้รู้สึกผ่อนคลาย แล้วด้านข้างก็มีร้านกาแฟ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันครบวงจรมาก ตอบโจทย์  lifestyle ของกลุ่มลูกค้าชนชั้นกลางถึงบนได้ดี เทียบจากราคาสินค้าในนั้นที่ค่อนข้างต่างจากตลาดสดอื่นๆ ทั่วไป” – อัญวีณ์ อัครชมสวัสดิ์ นักศึกษาปริญญาโท

เมธัส สมศักดิ์ ธุรกิจส่วนตัว

“ส่วนตลาดไม่ได้ติดแอร์แต่ก็ไม่ได้รู้สึกร้อนเลย แสงสว่างก็กำลังดี สินค้าหลากหลายตอบสนองความต้องการได้ดี อาหารเยอะมากทั้งของสดแล้วก็อาหารปรุงสำเร็จ พาสุนัขมาได้ ทำให้พื้นที่ดูมีสีสัน มีชีวิตชีวาดี ที่จอดรถก็เยอะหาที่จอดง่ายมาก”– เมธัส สมศักดิ์ ธุรกิจส่วนตัว

ประภัสสร พื้นพรหม เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์

“มีสินค้าให้เลือกเยอะมากค่ะ ทั้งร้านอาหารและของสด ชอบมากที่สุดคือส่วนตลาด เพราะโปร่ง ไม่ร้อน ไม่อับ แล้วที่สำคัญที่สุดก็คือสะอาดมาก เมื่อเทียบกับตลาดสดอื่นๆ เหมาะกับคนมีรถส่วนตัวมากกว่ารถสาธารณะค่ะ หรืออย่างเวลามีคนมาด้วยแล้วเขาไม่อยากเดินตลาดด้วย ก็มีพื้นที่ให้นั่งคอยเยอะมาก ทั้งส่วนที่ขายอาหารที่มีโต๊ะให้นั่งเยอะมาก ทั้งร้านกาแฟข้างๆ คิดว่าเหมาะสำหรับทุกคนดีค่ะ” – ประภัสสร พื้นพรหม เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Studio Visit: ASWA

Visit / 04 ธ.ค. 2019

เรื่อง: วสวัตติ์ รุจิระภูมิ
ภาพ: อนันตา ฐิตานัตต์

ASWA Studio

Architectural Studio of Work – Aholic (ASWA) สตูดิโอออกแบบขนาดเล็กที่พลางตัวกลืนไปกับธรรมชาติรอบๆ จนผู้ที่ผ่านไปมาย่าน ถนนพหลโยธิน ซอย 2 อาจไม่ทันสังเกตเห็น ภายในมีบรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น น้องๆ นั่งสเก๊ตช์งานไปพลาง คุยกันไปพลาง มีโมเดลของโปรเจ็กต์งานที่กำลังช่วยกันทำอยู่ตรงกลางโต๊ะยาว ต่างกันกับออฟฟิศทั่วไปที่แต่ละคนจดจ่ออยู่กับหน้าจอของตนเองอย่างที่เคยพบเห็น

พื้นที่ทำงานของ ASWA

จุดเริ่มต้น
สตูดิโอออกแบบสถาปัตยกรรมทำมือนี้ก่อตั้งโดยคู่สามี-ภรรยา คุณอุ้ย-พุทธิพันธ์ อัศวกุล และคุณโช-โชติรส เตชะมงคลาภิวัฒน์ เส้นทางของคุณอุ้ย หลังจากเรียนจบคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ไปศึกต่อ M.S. Advanced Architectural Design ที่ Columbia University เมื่อเรียนจบกลับมาทำงานที่ Architectkidd อยู่ประมาณ 4-5 ปี จึงได้ออกมาเริ่มต้นทำงานของตัวเอง ส่วนคุณโช รู้จักกันกับคุณอุ้ยตั้งแต่สมัยที่เข้าเรียนเป็นรุ่นน้องปี 1 ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้เข้าทำงานที่ A49 จนมาช่วยทำ ASWA อย่างเต็มตัว ในช่วงแรกทั้งสองคนเริ่มต้นจากการเป็นสถาปนิกอิสระ ได้งานส่วนใหญ่มาจากเพื่อนและคนรู้จัก เมื่อเริ่มมีงานออกแบบสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่มากขึ้น จึงจดเป็นบริษัทอย่างเช่นในปัจจุบัน

ทีมงาน ASWA

แนวทางการออกแบบ
ASWA จะพยายามออกแบบสถาปัตยกรรมในภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้คนทั่วไปที่แม้ไม่ใช่นักออกแบบก็สามารถเข้าใจได้ โดยเริ่มจากศึกษาบริบทโดยรอบของพื้นที่นั้นๆ เพื่อนำไปสู่การสร้างรูปทรงของอาคาร และทุกๆ งานจะใช้วัสดุหลักเพียงประเภทเดียว ที่จะสื่อตัวตนของแต่ละงานได้ออกมาเด่นชัด อย่างเช่น Concrete Gallery ที่ใช้การสร้างแบบคอนกรีตหล่อในที่ทั้งหมด บ่งบอกถึงความดิบเปลือย และยังเป็นผืนผ้าใบที่ให้แสงแดดวาดระบายเล่นเมื่อตกกระทบได้ตลอดวัน Bitwise Headquarter ที่ทั้งอาคารถูกหุ้มด้วย aluminum composite ที่แสดงถึงนวัตกรรม ความทันสมัย อีกทั้งช่องตะแกรงที่สื่อถึงการเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศ หรือ สตูดิโอของ ASWA เองก็ใช้เมทัลชีทไล่ตั้งแต่ผนังขึ้นไปถึงหลังคา เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับการสร้างที่ว่างภายใน ให้มีความโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ สร้างความตื่นตาตื่นใจเมื่อคนเข้ามาภายในสถาปัตยกรรมได้ เนื่องจากพื้นที่รอบๆ ของสถาปัตยกรรมอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ในอนาคต ด้วยปัจจัยภายนอกมากมาย แต่ที่ว่างภายในยังคงสามารถดูแลควบคุมได้ ให้อยู่คู่กับสถาปัตยกรรมได้ไปตลอดถาวร

ผลงานการออกแบบของ ASWA
ผลงานการออกแบบของ ASWA

เครื่องมือ
นอกจากเครื่องมือพื้นฐานที่ใช้กันทั่วไปแล้ว ทางสตูดิโอยังให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความคิดด้วยมืออย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการสเก๊ตช์ ร่างแบบ รวมถึงการตัดโมเดล ภายในออฟฟิศจะไม่มีคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แต่จะใช้เป็น laptop ที่สามารถพับเก็บได้ เมื่อต้องการใช้พื้นที่เพื่อการเขียนมือหรือทำโมเดล อีกทั้งยังง่ายต่อการพกพา หากต้องไปออกไปประชุม หรือทำงานข้างนอก คุณอุ้ยและคุณโชมักจะอธิบายงานกับน้องๆ ผ่านการเขียนมือมากกว่า โดยจะหยิบใช้ laptop เมื่อถึงเวลาจำเป็น อย่างการตอบอีเมล เป็นต้น

บรรยากาศการทำงาน

รูปแบบการทำงานและระยะเวลา
เมื่อได้โปรเจ๊กต์มา หลังจากที่สรุปความต้องการของลูกค้า ขนาดพื้นที่ และรูปแบบได้แล้ว ทางสตูดิโอก็จะส่งข้อมูลส่วนนี้ไปให้ลูกค้าตรวจสอบดูก่อน จากนั้นจึงส่งต่องานให้น้องๆ หากมีแนวความคิดเริ่มต้นก็จะสเก๊ตช์ให้ไว้เป็นทางเลือกหนึ่ง พร้อมกับให้ดูบริบทประกอบด้วย ในช่วงเริ่มต้นแนวความคิดไปจนถึงการพัฒนาแบบร่าง จะมีส่งงานให้ลูกค้าประมาณ 2-3 อาทิตย์ต่อครั้ง หากเป็นงานที่ไม่ใหญ่จะใช้เวลาดำเนินการตลอดจนแบบก่อสร้างแล้วเสร็จทั้งหมด โดยประมาณ 3 เดือน ส่วนงานโครงการใหญ่จะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไปจนถึง 1 ปี

มุมมองจากด้านบนของสตูดิโอ ASWA

การออกแบบออฟฟิศ
จุดเริ่มต้นที่จะสร้างออฟฟิศเกิดจากลูกชายตัวน้อย จากเดิมที่อยู่อาศัยและทำงานอยู่ในคอนโด 2 คน เมื่อเริ่มเป็นครอบครัว จึงย้ายกลับมาอยู่บ้าน หลังจากที่ไปตระเวนดูตึกแถวและสำนักงานให้เช่าแล้ว ก็ยังไม่ถูกใจกับพื้นที่ จนมาเจอบ้านเช่าในละแวกใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัย เจ้าของบ้านต้องการให้ทางเราปรับปรุงให้ จึงได้คุยตกลงเพื่อขอเช่าพื้นที่จอดรถหน้าบ้านส่วนหนึ่ง เพื่อทำออฟฟิศของตัวเอง ด้วยพื้นที่ขนาดเล็กและทั้งคู่ชอบความเป็นส่วนตัว ไม่ชอบเจอผู้คน ผนังอาคารโดยรอบส่วนใหญ่จึงเป็นผนังทึบ จะมีเพียงช่องเปิดเล็กๆ เพื่อให้พอเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอยู่บ้าง หรือบางช่องมีลักษณะที่แคบและยาว อยู่พอดีกับระดับสายตาเวลานั่งทำงาน เพื่อให้สามารถมองออกไปเห็นต้นไม้ได้ และสร้างคอร์ทสี่เหลี่ยมตรงกลางเพื่อให้มีแสงธรรมชาติเข้ามา เป็นสวนหย่อมขนาดเล็กที่มีต้นกันเกรายืนเด่นเป็นหลักอยู่หนึ่งต้น ทำหน้าที่ช่วยกรองความร้อน รูปทรงของออฟฟิศเกิดจากความต้องการที่ไม่อยากให้อาคารดูเป็นกล่องสี่เหลี่ยมเรียบๆ ที่ดูน่าเบื่อและอึดอัด อีกทั้งยังทำฝ้าให้เป็นไปในแนวเดียวกับความลาดเอียดของหลังคา เพื่อให้ดูโปร่งและรู้สึกเหมือนอยู่บ้านที่มีหลังคาเอียงแบบหลังคาจั่ว ส่วนวัสดุที่ใช้เมทัลชีทสีดำตั้งแต่ผนังไปจนถึงหลังคา เนื่องจากต้องการให้อาคารไม่ดูโดดเด่น สามารถพลางตัวไปกับต้นไม้และธรรมชาติโดยรอบ อีกทั้งยังเป็นวัสดุที่มีราคาถูกอีกด้วย

บรรยากาศการทำงาน

การออกแบบเวลา
10.00 น. เป็นเวลาเริ่มงาน แต่ไม่ได้เคร่งครัดว่าจะต้องมาให้ตรงเวลา สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของน้องๆ แต่ละคน และจะพยายามไม่ให้อยู่ดึก หรือต้องมาทำงานในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เพราะทางสตูดิโอให้ความเคารพกับเวลาส่วนตัวของทุกคนมาก เพื่อที่จะได้ใช้ไปกับครอบครัว พ่อ แม่ เพื่อน หรือคนที่เรารัก

การคัดเลือกบุคลากร
อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ ASWA ไม่เคยประกาศรับพนักงาน และนักศึกษาฝึกงาน เนื่องจากไม่มีช่องทางประกาศอย่าง Facebook มีเพียงเว็บไซต์ และผลงานที่ได้ลงตามเว็ปไซต์ ต่างๆ อย่าง Archdaily, Designboom, Architizer, Arch2o หรือ Dezeen เป็นต้น แต่ปีนี้กลับมีน้องๆ นักศึกษาสนใจมาฝึกงานด้วยถึง 5 คน นอกจากนี้ยังเคยมีนักศึกษาจากต่างประเทศ อย่าง ลักเซมเบิร์ก ไต้หวัน นิวซีแลนด์เข้ามาฝึกงานด้วย แสดงให้เห็นว่าทั้งพนักงานและนักศึกษาที่ติดต่อเข้ามา ต้องมีความสนใจในรูปแบบงานของสตูดิโอในระดับหนึ่ง จากนั้นจึงคัดเลือกจาก portfolio เป็นรายบุคคลอีกที

ผลงานการออกแบบของ ASWA

แบ่งปันประสบการณ์ของ ASWA
ASWA เป็นสตูดิโอออกแบบขนาดเล็ก ซึ่งถือเป็นเส้นทางที่เกิดจากความฝันของคุณอุ้ยและคุณโช และเชื่อว่าสถาปนิกอีกหลายๆ คนก็เช่นกัน ขอให้อย่าท้อแท้ต่ออุปสรรค ทำในสิ่งที่รักและชอบ นำสิ่งที่เราชอบและลูกค้าชอบมาผสมกัน และทำให้ออกมาดีที่สุด สิ่งที่ทำให้รู้สึกดีคือเมื่อมีคนเริ่มยอมรับในสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เราทำ มีคนเห็นว่างานที่เราทำสมควรแก่การเผยแพร่ และ connection ในเพื่อนหรือคนรู้จัก เป็นสิ่งที่สำคัญในการทำสตูดิโอมาก

คุณอุ้ย-พุทธิพันธ์ อัศวกุล และคุณโช-โชติรส เตชะมงคลาภิวัฒน์

คุณอุ้ย-พุทธิพันธ์ อัศวกุล และคุณโช-โชติรส เตชะมงคลาภิวัฒน์
“งานแต่ละงานเราส่งไปในเว็บไซต์ต่างประเทศ เพราะอยากให้มีคนมาตัดสินว่าควรเผยแพร่หรือเปล่า อย่ากลัวว่าจะเป็นอย่างไร อย่ากลัวที่จะล้ม เราเปิดออฟฟิศก็มีอุปสรรค ไม่ได้ราบเรียบมาก ถึงจะมีงานที่โดนปฏิเสธ แต่ก็ยังมีโอกาสได้อีกเรื่อยๆ เราพยายามดิ้นรน ท้าทายให้ทุกคนรู้จักว่าเราคือ ASWA”

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

@ Saima Park & Market

Visit / 03 ธ.ค. 2019

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: Courtesy of Office AT

@ Saima Park & Market

At Saima Market เป็นโครงการอาคารเพื่อการพาณิชยกรรมที่ตั้งอยู่ย่านไทรม้า จังหวัดนนทบุรี โดยเป็นผลงานการออกแบบจากบริษัทสถาปนิก Office AT ที่มีความพิเศษกว่าอาคารพาณิชย์ทั่วไปคือการแบ่งพื้นที่โครงการส่วนหนึ่งเพื่อให้เป็นเสมือนพื้นที่ส่วนกลางสำหรับผู้ใช้งานและผู้คนในชุมชนโดยรอบ

Isometric of @ Saima Market

จุดเริ่มต้นของแนวคิดที่จะแบ่งพื้นที่อาคารเพื่อการใช้สอยของบุคคลทั่วไป มาจากการที่พื้นที่ตั้งของโครงการมีขนาดใหญ่มาก และตั้งอยู่ติดถนนรัตนาธิเบศร์ โดยมีด้านหลังของที่ดินเชื่อมต่อกับซอยย่อยต่างๆ ซึ่งมีหมู่บ้านจัดสรรอยู่หลายโครงการ ทำให้เป็นเสมือนพื้นที่กลางระหว่างหน้าถนนกับชุมชนภายใน เจ้าของโครงการต้องการให้มีส่วนหนึ่งของโครงการทำหน้าที่เป็นทางลัดระหว่างถนนรัตนาธิเบศร์และชุมชนด้านหลัง และต้องการที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชนโดยรอบอีกด้วย

@ Saima Park & Market

พื้นที่โครงการเป็นเหมือนการจัดการตลาดและศูนย์การค้าแบบใหม่ โดยต้องการให้เป็นจุดแวะจับจ่ายซื้อของของคนในชุมชนที่ผ่านเข้ามาทางถนนรัตนาธิเบศร์ ก่อนจะเข้าไปยังซอยย่อยต่างๆ ทางด้านหลัง สถาปนิกเสนอแนวคิดว่าเพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้ามาใช้งานโครงการ โครงการควรมีพื้นที่สีเขียวที่มีขนาดใหญ่พอสมควร เพื่อใช้เป็นพื้นที่ส่วนกลาง สำหรับเดินเล่น พักผ่อน หรือทำกิจกรรมอื่นๆ

@ Saima Park & Market

จากแนวคิดของเจ้าของโครงการและสถาปนิก การก่อรูปของตัวอาคารจึงเริ่มจากการนำพื้นที่ใช้สอยมาซ้อนกันเป็นอาคารสูง 4 ชั้น บริเวณด้านหน้าโครงการ เพื่อให้ได้พื้นที่ว่างขนาดใหญ่ด้านหลังที่จะสร้างให้เป็นพื้นที่สีเขียวส่วนกลางของชุมชน จากนั้นจึงเพิ่มความสูงของอาคารชั้นที่ 2 ถึงชั้นที่ 4 เพื่อให้เกิด space ต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียวด้านหน้าและด้านหลังโครงการ เกิดเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่ดึงดูดผู้คนจากด้านหน้าสู่ด้านหลัง สร้างประโยชน์ให้กับทั้งตัวโครงการและชุมชนโดยรอบในเวลาเดียวกัน

@ Saima Park & Market

ข้อมูลโครงการ
Project Name: At Saima Market
Location: Saima, Nonthaburi, Thailand ,
Design: 2016
Construction: 2019
Owner: SanguanTas development Co., Ltd.
Architect: OFFICE AT Co., Ltd.
Project Architects: 1 Mr. Surachai Akekapobyotin
2 Ms. Juthathip Techachumreon
Interior Designer: OFFICE AT Co., Ltd.
Landscape Designer: Ixora design limited
Structural Engineer: Mr. Sarawut Yuanteng
System Engineer: Qbic system Engineering Co., Ltd.
Contractor: Thai Enger Co., Ltd.
Consaltant: Qbic Engineer & Architect Co., Ltd.
Storey: 5 floors
Area: 9900 sq. m.
Materials: Painted plastered brick wall, Steel, Tint Glass, Metal sheet roof

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Plan Achitects

Visit /

เรื่อง: วสวัตติ์ รุจิระภูมิ
ภาพ: ชนิภา เต็มพร้อม

Plan Architect

ตั้งแต่ตึกใบหยก 1 และ 2 โรงแรม The Oriental Residence บนถนนวิทยุ โรงแรม Hua Chang Heritage เชิงสะพานหัวช้าง โรงพยาบาลจุฬาภรณ์บนถนนวิภาวดีรังสิตไปจนถึง อาคารสำนักงานโอสถสภาบนถนนรามคำแหง รวมทั้งสถาปัตยกรรมอื่นๆ อีกมากมาย ที่ที่เราคงเคยผ่านตากันอยู่ในกรุงเทพฯ และอีกหลายแห่งในประเทศไทย หลายคนที่คุ้นเคยหรืออยู่ในแวดวงสถาปัตยกรรรม อาจจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าอาคารสำคัญในหลายๆ หลังนั้น ล้วนเป็นผลงานของ Plan Architect บริษัทสถาปนิกเก่าแก่ที่ก่อตั้งมาเป็นเวลากว่า 40 ปี ที่ไม่มีใครในวงการสถาปัตยกรรมจะไม่รู้จัก ใน Studio Visit รอบนี้ คุณ สิน พงษ์หาญยุทธ ศิลปินแห่งชาติ ปีพ.ศ. 2560 สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) คุณวรา จิตรประทักษ์ Head Architect และ คุณจิตตินันท์ จิตรประทักษ์ Senior Architect มาเป็นตัวแทนบอกเล่าเรื่องราวและรายละเอียดต่างๆ ของ Plan Architect ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

Plan Architect

จุดเริ่มต้น
Plan Architect เริ่มก่อตั้งในปีพ.ศ. 2518 จากกลุ่มสถาปนิกและนักออกแบบ 7 คน ที่เป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคม หลังจากที่ร่วมกันช่วยเหลือสังคมและปัญหาการเมืองในขณะนั้นเริ่มสงบลง ทุกคนต่างเพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ไม่มีประสบการณ์การทำงาน อาศัยคำแนะนำจากรุ่นพี่ในการเปิดสำนักงาน โดยตั้งเจตนารมณ์ไว้ว่าจะทำงานเพื่อสร้างสรรค์ ส่งเสริมและพัฒนาสังคมต่อไป ในด้านที่ตนเองถนัดและเชี่ยวชาญ และยึดถือว่า สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเป็นสมบัติของชุมชน จึงต้องคำนึงถึงสังคม และผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบเป็นหลัก

ในช่วงปี พ.ศ. 2536 Plan Architect เริ่มมีจำนวนพนักงานเกือบ 100 คน จึงแบ่งออกไปเป็น 3 บริษัท คือ Plan Associates และ Plan Studio เพื่อสามารถบริหารจัดการ ดูแลและทำงานร่วมกันได้อย่างทั่วถึง

Plan Architect

ผังของความคิด
Plan Architect ไม่ใช่ทรัพย์สินของใครคนใดคนหนึ่ง เป็นรูปแบบบริษัทที่อยากส่งต่อรุ่นต่อไป ให้คงอุดมการณ์ที่ทำเพื่อสังคมไว้ ทำทุกผลงานให้ออกมาดีที่สุด ควบคู่กับการคำนึงถึงสภาพสังคมโดยรอบ ทุกๆ โครงการที่ได้รับมาจะยึดวิสัยทัศน์ ความคิด ความตั้งใจของลูกค้าเป็นโจทย์หลัก และจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่จะทำให้ฝันของลูกค้าออกมาเป็นจริง พร้อมๆ ไปกับการเอื้อประโยชน์ไปทางสภาพแวดล้อมและสังคมให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราทำได้

ในปัจจุบันการรับสื่อต่างๆ เข้าถึงได้ง่าย ลูกค้าเริ่มเห็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมทั้งในและต่างประเทศค่อนข้างเยอะ การออกแบบจึงให้เป็นบทบาทของคนรุ่นใหม่เป็นหลัก โดยแต่ละโครงการจะออกแบบไว้ให้เกิดทางเลือกหลากหลายได้มากที่สุด บางโครงการอาจมีทางเลือกมากถึง 4-5 แบบ ให้ลูกค้ามีสิทธิ์ที่จะเลือกและมีส่วนร่วมพัฒนาแบบไปด้วยกัน รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงาน งานออกแบบมีหลากหลายแนวทาง ขึ้นอยู่กับความชอบของลูกค้า ทั้งในแบบเรียบๆ เน้นไปที่ดีเทล หรือแบบแมสฟอร์มที่ดูหวือหวา ซึ่งเป็นอะไรที่คนทั่วไปสามารถเข้าใจได้ง่าย ทั้งนี้ค่าก่อสร้างของทั้งสองทางอาจจะไม่แตกต่างกันมาก ทางหนึ่งออกแบบโครงสร้างยาก แต่ใช้วัสดุถูก เพื่อให้รูปแบบออกมาน่าสนใจ

ในอีกทางออกแบบอย่างเรียบง่าย แต่มากไปด้วยรายละเอียดและคุณค่าของวัสดุ
ผังของการทำงาน

Plan Architect

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับส่วนการออกแบบเป็นหลัก โดยมีทีมโปรดักชั่น ทีมโมเดลและทีมแอดมิน ที่คอยช่วยสนับสนุนในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสาร กฎหมาย การเขียนแบบ เทคนิคการก่อสร้าง วัสดุ ทำโมเดล ตลอดจนรายละเอียดในการทำงานส่วนอื่นๆ รวมไปถึงประสบการณ์ของรุ่นพี่ที่มองเห็นภาพของโครงการในระยะยาวได้ชัดเจนกว่า ความรู้และกำลังสนับสนุนเหล่านี้จะช่วยให้ทีมออกแบบสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ กระบวนการทำงานที่เชื่อว่าเป็นเอกลักษณ์และแตกต่างจากออฟฟิศอื่นคือ เราทำงานจริงจัง แต่ในขณะเดียวกันก็สบายๆ ไปด้วย อาจจะฟังดูเหมือนสองสิ่งนี้เป็นขั้วตรงข้าม บรรยากาศในออฟฟิศเราเหมือนการทำงานสมัยเรียนที่คณะ ที่คิดและสนุกกับงานไปเรื่อยๆ ไม่กดดัน ทั้งหมดล้วนเริ่มจากความตั้งใจที่อยากให้งานออกมาให้ดี พยายามช่วยกันทำออกมา และทุกคนก็จะไม่ได้รู้สึกเคร่งเครียด

Plan Architect

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นจุดแข็งคือ เราทุกคนทำงานร่วมกันเป็นทีมเดียวกัน ไม่ได้แบ่งทีมทำงานและไม่ได้มีใครเป็นคนหลักในงานออกแบบ ทุกคนมีส่วนร่วมในการคิดและช่วยกันตัดสินใจ บางครั้งอาจมีการโหวตเลือกแบบกัน และทุกคนจะรู้สึกว่าทุกผลงานเป็นงานที่ทำร่วมกัน ไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง แต่ละโครงการก็จะมีคนดูแล 2 คน ช่วยกันคิดและทำ เผื่อกรณีที่คนหนึ่งไม่สะดวก งานก็จะยังสามารถมีอีกคนทำแทนให้ไปต่อได้ บางโครงการที่เป็นสเกลใหญ่อาจจะมีรุ่นพี่คอยช่วยดูและให้คำปรึกษาเพิ่มขึ้นอีกแรง
ทุกๆ โครงการจะมีการประสานงานกันกับทีมงานทุกด้านตั้งแต่เริ่มต้นทำโครงการ โดยช่วงแรกๆ จะอยู่ที่ทีมออกแบบเป็นหลัก แต่ก็ยังมีทีมโปรดักชั่น คอยช่วยดูแลเรื่องกฎหมาย วัสดุและข้อมูลที่เกี่ยวข้องต่างๆ ไปจนถึงทีมทำโมเดลจะทำตั้งแต่ mass model ที่จะช่วยให้ลูกค้าเข้าใจและเห็นภาพได้ง่ายขึ้น ต่อเนื่องไปจนถึงโมเดลแบบร่างที่เริ่มมีรายละเอียดเพิ่มขึ้น หลังจากที่โครงการหนึ่งผ่านช่วงออกแบบ ทำแบบ preliminary design ไปถึงช่วง design development แล้ว ทีมหลักที่รับผิดชอบก็จะเป็นฝ่ายโปรดักชั่น ที่มีประสบการณ์ในด้านการเขียนแบบ จัดการเอกสาร รายละเอียดการก่อสร้าง การทำแบบขออนุญาตและแบบก่อสร้าง ประเมินราคาและดูวัสดุ ทีมออกแบบจะกลายมาเป็นฝ่ายสนับสนุนแทน

เครื่องมือ
รุ่นพี่ส่วนใหญ่จะเริ่มต้นจากวิธีการคิดและร่างแบบด้วยมือ ทำให้น้องที่เข้ามาจากตอนแรกที่ไม่ถนัดการเขียนมือเลย ก็เริ่มฝึกหัดเขียนจนพัฒนาขึ้น แม้อาจจะไม่ได้สวยมาก แต่ก็เป็นการสื่อสารหลักอีกทางหนึ่งที่นอกเหนือจากการพูดคุย นอกจากนี้ในออฟฟิศจะมีบอร์ดขนาดใหญ่อยู่ส่วนกลาง มีแผนงานของแต่ละโครงการที่ให้ทราบว่าปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนใด และจะมีชื่อสมาชิกแต่ละคนที่คอยบอกว่าวันไหนใครจะไม่อยู่ออฟฟิศ เพื่อจะได้หากันง่ายขึ้น

Plan Architect

ผังของพื้นที่
พื้นที่นี้เป็นพื้นที่เช่าที่ออกแบบและสร้างตึกตั้งแต่ปี 2529 ให้เป็นที่อยู่ร่วมกันของบริษัทในเครือ แปลน กรุ๊ป ในส่วนของ Plan Architects จะอยู่ที่ชั้น 4 และ ชั้น 5 พื้นที่ต่อชั้นประมาณ 300 ตารางเมตร โดยชั้น 4 จะเป็นพื้นที่ทำงาน รวมกันอยู่ในชั้นเดียวเพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการประสานงานกัน

โดยจะจัดพื้นที่เป็นแบบ open plan แต่แบ่งเป็นโซนอยู่รวมกันแต่ละทีม ซึ่งจะมีโต๊ะและบอร์ดขนาดใหญ่อยู่กลางพื้นที่ ไว้สำหรับใช้ประชุม เรียกแต่ละทีมมารวมตัวกันได้ง่าย จุดสำคัญคือพื้นที่ด้านหลังโต๊ะทำงานของแต่ละคนจะกว้าง เผื่อสำหรับการที่มีคนเดินเข้าไปหรือนั่งคุยงานกันเฉพาะบุคคลได้สะดวก เพราะการพูดคุยปรึกษากันเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่ช่วยทำให้งานไปต่อได้เร็วขึ้น ขึ้นมาที่ชั้น 5 จะเป็นส่วนต้อนรับลูกค้า ห้องประชุม มีทีมแอดมินคอยรับหน้าที่ดูแลอยู่

Plan Architect

ผังเวลา
ช่วงเวลาการทำงานแต่ละโครงการ ส่วนใหญ่จะพยายามให้อยู่ไม่เกิน 8 เดือน แต่ก็ขึ้นอยู่กับสเกลงานและการตัดสินใจของลูกค้าด้วย ในช่วงแรกออกแบบขั้นต้นที่เสนอทางเลือกให้ลูกค้า จะใช้เวลาประมาณ 3 อาทิตย์ ในส่วนของช่วงอื่นๆ อย่าง design development จัดทำแบบขออนุญาตและแบบก่อสร้าง จะใช้เวลาช่วงละ 2 เดือน
ในส่วนของการบริหารเวลาการทำงานของแต่ละคนค่อนข้างยืดหยุ่น เพียงแต่ต้องทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย หากมีประชุมกับลูกค้าต้องตรงต่อเวลา พยายามที่จะไม่ให้ทำงานล่วงเวลามากนัก เครื่องมือปัจจุบันทำให้การทำงานไม่ต้องใช้เวลามากเท่าสมัยก่อน ช่วยให้ได้ใช้เวลาส่วนตัวได้อย่างเต็มที่

สิ่งสำคัญที่ทำให้ Plan Architect ฝ่าฟันทุกวิกฤตมาจนถึงปัจจุบัน “มุ่งมั่นและอดทน” เป็น 2 คำหลัก ที่ทำให้ยังยืนหยัดได้มาจนถึงทุกวันนี้ ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ที่ตั้งกันไว้ตั้งแต่ก่อตั้งว่าจะทำเพื่อสังคมมาโดยตลอด จึงไม่ได้ทำไปเพื่อแสวงหาแต่ผลประโยชน์ ถือเอาความตั้งใจในงานเป็นพื้นฐานสำคัญที่ยึดโยงกันมาจนปัจจุบัน เงินอาจเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้ในการดำเนินงาน แต่ไม่ใช่เป้าหมายหลัก นอกนั้นก็เป็นไปตามมาตรฐานของวิชาชีพที่มีแบบแผนกำหนดไว้อยู่แล้ว ในแต่ละภาวะเศรษฐกิจและแต่ละช่วงอายุสร้างคนขึ้นมาคนละแบบ ซึ่งในออฟฟิศมีครบทุกช่วงวัย การทำงานที่เข้ากันได้ดี เกิดจากวัยที่ต่อเนื่องกัน ในช่วงวัยที่ใกล้ๆ กัน จะสื่อสารกันเข้าใจได้ง่าย อีกทั้งยังเกิดคนรุ่นใหม่อยู่เรื่อยๆ ที่จะสร้างให้เป็นกำลังหลักต่อไปในอนาคต

Plan Architect

“หากอยากเปิดบริษัทสถาปนิก ต้องมีความมั่นคง มุ่นมั่น เพราะเป็นงานที่ใช้ระยะเวลาค่อนข้างมาก สถาปนิกและผู้รับเหมา เป็นอาชีพที่มีความเสี่ยง อาศัยความรับผิดชอบสูง ต้องระมัดระวังอยู่ตลอดเวลา ต้องทำงานอย่างมีมาตรฐาน และประเมินรายละเอียดของงานอยู่เรื่อยๆ หากมีหุ้นส่วนควรทำงานอย่างมีระบบ มีเอกสาร มีระบบบัญชีชัดเจน ทุกคนต่างเป็นลูกจ้าง ที่รับเงินเดือน จะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างโปร่งใส อีกทั้งยังจะช่วยลดภาระต่างๆ ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกออกแบบ จะดูเรื่องการออกแบบเป็นหลักในทุกโครงการ ทุกขั้นตอน ของการออกแบบ เริ่มตั้งแต่ แนวคิด การพัฒนาแบบร่าง รวมถึงการพัฒนารายละเอียด ในส่วนต่างๆ ของการทำแบบก่อสร้าง คอยดูแล ให้คำปรึกษาและแบ่งงานให้น้องๆ แต่ไม่จำเป็นว่าทุกแนวคิดการออกแบบต้องเริ่มจากเราเป็นหลัก เราเน้นทำงานเป็นทีม ไอเดียอาจจะเริ่มมาจากน้องก็ได้ ใช้ประสบการณ์ของเราช่วยให้มันชัดขึ้น มีความเป็นไปได้ รวมถึงการประสานงานออกแบบกับทางด้านวิศวกรรม และงานระบบ” – วรา จิตรประทักษ์ ฝ่ายออกแบบ Head of Design

“หลังจากแบบที่นำเสนอของทีมออกแบบผ่านแล้ว ก็จะส่งแบบร่างมาให้ดูแลต่อ เพื่อจัดทำแบบขออนุญาต แบบก่อสร้าง รวมถึงจัดทำแบบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) นอกจากนี้ยังเป็นผู้ดูแลอุปกรณ์ไอทีและซอร์ฟแวร์ในออฟฟิศด้วย” 
– สุรพงศ์ เอกภาพสากล ฝ่ายผลิต Job Caption & IT

“ทำงานตำแหน่ง cost control รับผิดชอบเรื่องงบประมาณของโครงการ เป็นที่ปรึกษาเรื่องวัสดุให้กับพนักงานในบริษัท ตั้งแต่ข้อมูลของวัสดุ ไปจนถึงเทคนิคการก่อสร้าง ในด้านเอกสารจะจัดทำเอกสารประมาณราคา สเปควัสดุของโครงการต่างๆ เพื่อไปเสนอแก่ลูกค้า ในทุกวันศุกร์ช่วงบ่ายจะมีจัดอบรมให้ความรู้กับพนักงานเกี่ยวกับวัสดุใหม่ๆ
– จเร เที่ยงอ่ำ ฝ่ายผลิต Cost & Specification

“หน้าที่หลักคือทำโมเดลให้กับทางออฟฟิศ ประสานงานกับทีมออกแบบตั้งแต่ช่วงแรกๆ อย่างช่วง preliminary design ที่ทำ mass model ให้ไปใช้เสนอกับทางลูกค้า เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจง่ายขึ้น เพราะลูกค้าบางคนอาจจะมองเพียงแต่ภาพ 3 มิติอย่างเดียวไม่ชัด ขั้นตอนการทำโมเดลของที่นี่ก็จะแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ mass study โมเดลที่มีรายละเอียดมากขึ้น และโมเดลเสมือนจริง ส่วนใหญ่จะเป็นงานตัดด้วยมือ แต่หากเป็นกรณีทีมีรายละเอียดมากก็จะใช้วิธี outsource ออกไปทำ Laser cutting แล้วนำชิ้นส่วนต่างๆ เหล่านั้นกลับมาประกอบเอง” – จำเริญ พัชราภา ฝ่ายผลิต Model

Plan Architect
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

SHIGERU BAN LECTURE: WORKS AND HUMANITARIAN ACTIVITIES

Learn / 26 พ.ย. 2019

แสงไฟในโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน ถูกปรับให้สลัวลง บนจอขนาดใหญ่ที่ทุกสายตาจับจ้องปรากฏภาพสถาปัตยกรรมจากแท่งกระดาษหลากหลายรูปแบบ Shigeru Ban สถาปนิกชาวญี่ปุ่น วัย 62 ปี ผู้มีผลงานน้อยใหญ่ฝากไว้เกือบทั่วโลก เขาเริ่มต้นเล่าเรื่องราวการทำงานที่ผ่านมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

ความสนใจในการทำงานสถาปัตยกรรมเพื่อผู้ประสบภัยของเขา เริ่มต้นจากคำถามที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อปี 1994 การทำงานตลอด 10 ปีให้แก่ผู้ว่าจ้างที่มีทั้งเงินและอำนาจในสังคม ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองถึงสิ่งที่ต้องการทำในฐานะสถาปนิกคนหนึ่ง และค่อยๆ พัฒนาวิธีการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมในรูปแบบของที่พักพิงสำหรับผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง จนในปีถัดมาเขาได้ก่อตั้งองค์กรบรรเทาสาธารณภัย ชื่อว่า Voluntary Architects’ Network (VAN) และตระเวนไปยังพื้นที่ประสบภัยต่างๆ แทบจะทั่วโลก เพื่อนำความรู้ ความสามารถของเขาไปช่วยเหลือผู้คนที่ต้องการมากที่สุด แนวทางการใช้วัสดุที่แตกต่างและการออกแบบเพื่อสังคมเช่นนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาได้รับรางวัลสูงสุดของวงการสถาปัตยกรรม Pritzker Architecture Prize ในปี 2014 แม้ว่าเส้นทางสายนี้จะไม่ใช่อาชีพในฝันของเขาก็ตาม

SHIGERU BAN LECTURE: WORKS AND HUMANITARIAN ACTIVITIES

ย้อนกลับไปตั้งแต่วัย 6 ขวบ Shigeru Ban ฝันอยากเป็นช่างไม้ จากการที่ได้มีโอกาสเฝ้าดูการทำงาน สูดกลิ่นไม้ ลอบสังเกตเครื่องไม้เครื่องมือของช่างไม้ที่มาซ่อมแซมบ้านของเขาอยู่เนืองๆ แม้ไม่ได้เติบโตมาเป็นอย่างที่ฝัน แต่เส้นทางชีวิตก็นำทางเขาให้มาเป็นสถาปนิกที่ทำงานกับไม้ วัสดุจากธรรมชาติอยู่ดี ในยุคสมัยที่ยังไม่มีใครพูดถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างทุกวันนี้ Shigeru Ban เลือกที่จะใช้วัสดุรีไซเคิล หรือนำไปใช้ซ้ำได้มาใช้ในการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม

เขายกตัวอย่างบางผลงานจากนับร้อย มาเล่าถึงความต่อเนื่องทางความคิด การพัฒนาจากไอเดียสู่แบบก่อสร้าง ที่ต่อเติมโอกาสให้เขาได้ทำงานในโจทย์ที่ท้าทายต่างรูปแบบกันไปอยู่ตลอดเวลา

Nomadic Museum (2005), Courtesy of Shigeru Ban Architects.

Nomadic Museum (2005) ที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เขาเลือกใช้วิธีเช่าตู้คอนเทนเนอร์เปล่ามาเรียงต่อกัน ร่วมกับแท่งกระดาษรีไซเคิล ยาวกว่า 200 เมตร สร้างเป็นที่ตั้งนิทรรศการแสดงงานภาพถ่ายของศิลปินชาวแคนาดาอย่าง Gregery Colbert บนท่าเรือฝั่งตะวันตกของแมนฮัตตัน จากนั้นทางพิพิธภัณฑ์ได้รื้อถอนแล้วนำไปจัดแสดงใหม่ที่ซานตา โมนิก้า แคลิฟอร์เนีย และเคยนำมาจัดแสดงในโตเกียว เมื่อปี 2007 ด้วย

Villa Vista (2010) Courtesy of Shigeru Ban Architects.

Villa Vista (2010) ใน Weligama Bay ที่ประเทศศรีลังกา เป็นบ้านพักตากอากาศของนักธุรกิจท้องถิ่นคนหนึ่ง ที่ออกแบบให้พื้นที่ภายนอกและภายในเชื่อมโยงถึงกันผ่านประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัย หลังจากที่เขาได้เข้าไปใช้เวลาในพื้นที่นั้นเพื่อดูแลการก่อสร้างที่พักอาศัยให้แก่ผู้ประสบภัยสึนามิก่อนหน้านั้น

Nicolas G Hayek Center (2007) Courtesy of Shigeru Ban Architects.

Nicolas Hayek Centre (2007) อาคารหน้าแคบในกรุงโตเกียวที่ขับเน้นพลังของการออกแบบอย่างเต็มที่ ด้วยการเจาะพื้นที่ส่วนหนึ่งของอาคารให้เป็นทางเดินทะลุไปยังถนนอีกฝั่งได้ และมีลิฟต์ไฮโดรลิกที่ส่งนักช้อปขึ้นไปยังร้านค้าแต่ละร้านได้อย่างเฉพาะเจาะจง คุShigeru Ban เล่าเรื่องเบื้องหลังถึงการสร้างอาคารแห่งนี้ว่า ในภาพเรนเดอร์เขาได้ใส่ยีราฟเข้าไปในตัวอาคารเพื่อเทียบส่วนสูงของตัวสถาปัตยกรรม แต่เมื่อสร้างเสร็จแล้วเจ้าของอาคารไม่เห็นยีราฟของจริงจึงไม่ยอม ทำให้เขาจำเป็นต้องออกเงินเพื่อสร้างประติมากรรมยีราฟเพิ่มเข้าไปเอง

Centre Pompidou-Metz (2010) Courtesy of Shigeru Ban Architects.

Centre Pompidou-Metz (2010) ประเทศฝรั่งเศส
ผลงานชิ้นเอกที่เป็นส่วนต่อขยายของ Pompidou Center ในปารีส เขาเล่าถึงเบื้องหลังการทำงานว่าทีมสถาปนิกใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของ Pompidou Center สำหรับทำงาน โดยตัวอาคารนี้อยู่ในเมือง สร้างจากไม้ลามิเนตดัดโค้งสานกันไปมาเป็นรูปหกเหลี่ยม ซึ่งวิธีการดังกล่าวได้แรงบันดาลใจมาจากลักษณะการขึ้นรูปของหมวกไม้ไผ่สานของชาวจีน หลังคาทำจากไฟเบอร์กลาสเคลือบเทปลอน โปร่งแสงพอที่จะทำให้ภายในอาคารมีสว่างอย่างเพียงพอ บานหน้าต่างแต่ละบานหันไปยังอนุสาวรีย์ และบรรดาโบสถ์ที่อยู่รายรอบ

Oita Prefectural Art Museum (2014) Courtesy of Shigeru Ban Architects.

Oita Prefectural Art Museum (2014) เมือง Oita ประเทศญี่ปุ่น
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกออกแบบให้พื้นที่ชั้นล่างเปิดโล่งสำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ เน้นให้ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่ “เปิด” เพื่อเชิญชวนให้ผู้คนกล้าเดินเข้ามาในพื้นที่ได้อย่างไม่รู้สึกว่าถูกตัวอาคารอันใหญ่โตข่มขวัญ เชื่อมโยงพื้นที่ภายนอกกับภายในได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้บานพับกระจกขนาดใหญ่ที่เปิดปิดได้สำหรับจัดสรรพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ให้ตอบรับกับการใช้งานแต่ละช่วงเวลาได้อย่างอิสระ

Mt.Fuji World Heritage Centre (2017), Courtesy of Shigeru Ban Architects.

Mt.Fuji World Heritage Centre (2017)  Fujinomiya, Shizuoka ประเทศญี่ปุ่น
อาคารแห่งนี้ Shigeru Ban ชนะการประกวดแบบด้วยการนำรูปทรงของภูเขาไฟฟูจิมากลับด้าน แล้วสะท้อนเป็นภูเขาอีกลูกผ่านพื้นน้ำด้านหน้า ภายในอาคารออกแบบให้เป็นเกลียวขดม้วนที่กว้างขึ้นเรื่อยๆ จากชั้นที่ 1 ถึงชั้นที่ 5 แสดงให้เห็นภาพวิวที่แตกต่างกันออกไปของภูเขาไฟลูกนี้ ปิดท้ายด้วยภาพวิวของจริงแบบพาโนรามาเป็นรางวัลที่ชั้นบนสุด ระบบปรับอากาศของอาคารใช้การหมุนเวียนของน้ำที่เชื่อมต่อกับสระด้านหน้าที่ทำหน้าที่มากกว่าเป็นเพียงภาพสะท้อน

La Seine Musicale (2017) île Seguin, Boulogne-Billancourt, Courtesy of Shigeru Ban Architects.

La Seine Musicale (2017) île Seguin, Boulogne-Billancourt ประเทศฝรั่งเศส
หอประชุมสำหรับการแสดงดนตรีและศิลปะแห่งนี้ตั้งอยู่บน Seguin Island ที่ตะวันตกของชานเมืองปารีส นำการสานโครงสร้างไม้หกเหลี่ยมมาใช้ จุดเด่นของอาคารคือการนำแผงโซลาร์เซลล์มาสร้างเป็นทรงสามเหลี่ยมโค้งรับกับเส้นทางโคจรของดวงอาทิตย์

จะเห็นได้ว่าสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า Shigeru Ban ไม่ลืมที่จะสอดแทรกความเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเข้าไปในทุกอาคารที่เขาลงมือออกแบบ ทำให้นอกจากความสวยงามที่สะกดสายตาผู้พบเห็นแล้ว ฟังก์ชันต่างๆ ของอาคารนั้นก็ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนอีกด้วย

Shigeru Ban, Emergency Shelters at Gihembe Refugee Camp, Rwanda, 1999. Courtesy of Shigeru Ban Architects.

เมื่อหันมามองผลงานด้านการออกแบบอาคารที่พักอาศัยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ Shigeru Ban ก็ได้ทำให้โลกได้เห็นศักยภาพที่แท้จริงของแกนกระดาษที่ดูเหมือนจะเป็นวัสดุ “ชั่วคราว” ที่ไม่คงทนถาวรอย่างอิฐปูน เขาได้ท้าทายนิยามของความถาวรด้วยแกนกระดาษน้อยใหญ่เหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ที่นำวัสดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นมาปรับใช้ร่วมกัน ทำให้งานสถาปัตยกรรมแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไปแม้จะสร้างขึ้นจากแกนกระดาษเหมือนกัน ทำให้เขาสร้างความเป็นไปได้ใหม่ๆ ได้อย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

Shigeru Ban, Emergency Shelters at Gihembe Refugee Camp, Rwanda, 1999. Courtesy of Shigeru Ban Architects.

ใน Gihembe Refugee Camp ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่พักพิงจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์รวันดา เมื่อปี 1994 เมื่อได้เห็นแผ่นพลาสติกสำหรับสร้างที่พักพิงชั่วคราวจาก UN แล้ว Shigeru Ban ก็อดรนทนไม่ไหว เพราะนอกจากจะไม่ฟังก์ชันในแง่การให้ความอบอุ่นหรือกันฝนให้ผู้อยู่อาศัยแล้ว ชาวรวันดายังต้องไปตัดต้นไม้มาสร้างบ้านเองด้วย เขาจึงนำแกนกระดาษมาออกแบบเป็นที่พักชั่วคราวที่แข็งแรงทนทานได้ด้วยงบประมาณเพียง 50 ดอลลาร์ต่อหลัง

Shigeru Ban, Alvar Aalto Exhibition, Tokyo, Japan, 1986. Courtesy of Shigeru Ban Architects.

ต่อมาเขาไปพิสูจน์ฝีมืออย่างต่อเนื่องในเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นในปี 1995 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในตุรกี ปี 1999 เหตุการณ์แผ่นดินไหวทางตะวันออกของอินเดีย ปี 2001 เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่มณฑลเสฉวน ปี 2008 หมู่บ้านชาวประมงในศรีลังกาถูกสึนามิจากแผ่นดินไหวที่เกาะสุมาตราพังถล่มเสียหาย ปี 2004 เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในภูมิภาคโทโฮคุ ประเทศญี่ปุ่นในปี 2011 เหตุการณ์แผ่นดินไหวในเนปาล เมื่อปี 2015 Shigeru Ban และทีมอาสาสถาปนิกได้เข้าไปช่วยบรรเทาทุกข์ของผู้ประสบภัยอย่างไม่มีข้อยกเว้น โดยวัสดุพื้นฐานนั้นมีเพียงไม่กี่อย่าง แน่นอนว่าคือ แกนกระดาษที่เป็นตัวโครงสร้างที่แข็งแรง น้ำหนักเบา ขนส่งง่าย และลังใส่เบียร์ของบริษัทเบียร์ท้องถิ่นที่ยินดีบริจาคให้ใช้สำหรับเป็นฐานรากของบ้านพักชั่วคราวเหล่านี้

Cardboard Cathedral (2013)

Cardboard Cathedral (2013) เป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของเขาในประเทศนิวซีแลนด์ กุมภาพันธ์ ปี 2011 เกิดแผ่นดินไหวที่ความรุนแรง 6.3 แมกนิจูด ทำให้ส่วนหนึ่งของ Christchurch Cathedral ในนิวซีแลนด์พังทลายลง Shigeru Ban จึงได้รับคำเชิญให้ช่วยออกแบบส่วนที่เสียหายขึ้นใหม่เป็นการชั่วคราวเพื่อกอบกู้ขวัญกำลังใจของผู้คนในเมือง เขาเลือกใช้แกนกระดาษประกอบกับตู้คอนเทนเนอร์สูง 20 ฟุตสร้างรูปทรงสามเหลี่ยมของโบสถ์ขึ้นมา เขาออกแบบให้ไม้กางเขนเป็นแกนกระดาษด้วยเช่นกันเพื่อให้เข้ากับวัสดุหลักที่ทีมสถาปนิกเลือกใช้ แม้จะถูกคัดค้านในตอนแรกว่าดูไม่สมเกียรติ แต่ด้วยทักษะการต่อรองอันชาญฉลาด Shigeru Ban ให้เหตุผลว่าคำว่ากระดาษในภาษาญี่ปุ่น พ้องเสียงกันกับคำว่า พระเจ้า จึงทำให้ทางโบสถ์ยินยอมให้ใช้ไม้กางเขนจากแกนกระดาษอย่างที่ออกแบบไว้ เช่นเดียวกันกับโบสถ์จากแกนกระดาษที่ถอดประกอบจากโบสถ์แกนกระดาษชั่วคราวในญี่ปุ่นไปสร้างใหม่ในประเทศไต้หวันหลังจากเกิดแผ่นดินไหว ปี 2008 ก็ยังคงใช้งานมาจนทุกวันนี้

Shigeru Ban จึงทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามกับนิยามของคำว่า “สถาปัตยกรรมชั่วคราว” ที่อาจจะต้องทบทวนกันใหม่ ว่านิยามนั้นควรมาจากวัสดุที่สร้างสถาปัตยกรรมขึ้นมา หรือว่าควรมาจากอายุการใช้งานของสถาปัตยกรรมนั้นมากกว่ากัน

ภาพบรรยากาศบางส่วนจากในงานวันที่ 4 พฤศจิกายน 2562 ณ โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ สยามสแควร์วัน

SHIGERU BAN LECTURE: WORKS AND HUMANITARIAN ACTIVITIES
SHIGERU BAN LECTURE: WORKS AND HUMANITARIAN ACTIVITIES
SHIGERU BAN LECTURE: WORKS AND HUMANITARIAN ACTIVITIES
SHIGERU BAN LECTURE: WORKS AND HUMANITARIAN ACTIVITIES
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Community Exchange: True Digital Park 101

Visit / 14 พ.ย. 2019

เรื่อง: พีรณัฏฐ์ อุไรรัตน์
ภาพ: ชนิภา เต็มพร้อม

True Digital Park 101

เคยมีครูชาวอิตาเลี่ยนท่านหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปยังหมู่บ้าน ย่าน เมือง หรือประเทศที่ไม่เคยไป สถานที่แรกที่เลือกไปเยือนคือ ตลาด เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา เป็นพื้นที่ของการทำความรู้จัก เป็นพื้นที่ของการเรียนรู้ความแตกต่าง ได้สัมผัสข้าวของเครื่องใช้ วัตถุดิบต่างๆ เครื่องปรุงอาหารที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาเฉพาะที่ วิถีชีวิตผู้คนที่แตกต่าง เรื่องอาหารการกินและความเป็นอยู่ ถือว่าเป็นการได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจครบครัน ทั้งการมองเห็น การได้กลิ่น ได้ยินเสียง ได้ชิม ได้สัมผัส จนสร้างเป็นความทรงจำเฉพาะที่ติดตัวไปตลอดชีวิต

True Digital Park 101

ด้วยเหตุนี้เอง คำว่าตลาดในสมัยโบราณมักจะมีความเป็นพื้นที่สาธารณะ ทำหน้าที่รองรับการรวมตัวกันของผู้คน พบปะ พูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนปัจจัยการใช้ชีวิตซึ่งกันและกัน จนมาถึงในยุคปัจจุบัน ตลาด หรือ ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่รองรับการรวมตัวของผู้คน การแลกเปลี่ยนหรือการซื้อขายสินค้าเท่านั้น หากต้องมีการปรับตัวไปตามการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคม สร้างพื้นที่ที่สามารถให้ผู้คนเข้ามาใช้ชีวิตและสร้างประสบการณ์ร่วมกับงานบริการ โดยตอบสนองรูปแบบชีวิตสมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนตลอด 24 ชั่วโมง และระบบความคิดในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติอย่างยั่งยืน เป็นต้น ในขณะที่บทบาทหน้าที่ของความเป็นพื้นที่สาธารณะถูกตั้งคำถามมากขึ้นถึงการรองรับวิถีชีวิตการอยู่อาศัยและการทำงานในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปของชุมชนเมือง เกิดพื้นที่แบบใหม่ที่เรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ระหว่างส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ พื้นที่ที่เราสะดวกใจ ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย พื้นที่ซึ่งสามารถพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความสนใจกันได้อย่างไม่เป็นทางการมากขึ้น

True Digital Park 101
True Digital Park 101

โครงการ True Digital Park 101 ที่อยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS ปุณณวิถี ในเบื้องต้นดูคล้ายจะเป็นอาคารลักษณะ Community mall ทั่วๆ ไปที่ประกอบไปด้วยโปรแกรมในการใช้สอยพื้นที่ เช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของ และลานทำกิจกรรม เป็นต้น หากเราได้ลองเดินเข้าไปยังพื้นที่เปลี่ยนผ่าน (Transitional Space) ที่เป็นสวนต่างระดับ มีหลังคาโปร่งแสงโค้งซ้อนกับภาพภายนอก เราจะเริ่มสัมผัสได้ถึงรายละเอียดของความคิดที่แตกต่าง การออกแบบวางผังอาคารเริ่มจากภายนอกสู่ภายใน การเปลี่ยนระดับทำให้เกิดมุมมองและการใช้งานที่น่าสนใจ การให้รายละเอียดของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับธรรมชาติ เป็นต้น

True Digital Park 101

โครงการ True Digital Park 101 นี้เป็นการระดมความคิดในกลุ่มนักจิตวิทยา ผู้เชี่ยวชาญเชิงพฤติกรรมมนุษย์ นักลงทุน นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ บริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) ผสมผสานกับการออกแบบทางสถาปัตยกรรมจากบริษัทสถาปนิก 49 จำกัด โดยผลลัพธ์ที่ออกมานั้นกว่าจะเป็น Lifestyle complex ที่ไม่ได้เป็นแค่ Conventional Department store หรือ Luxury mall ริมถนนสุขุมวิทเท่านั้น โดยมีเจตนาหลักคือการสร้างพื้นที่สำหรับการใช้ชีวิต มีสถานที่ทำกิจกรรมทางสังคม ให้ผู้คนได้มานั่งเล่น พบปะพูดคุยหรือมาออกกำลังกายโดยไม่ได้มีแค่จุดหมายปลายทางคือร้านค้า/ร้านขายของ และสามารถตอบโจทย์การใช้เวลากับพื้นที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด (Optimize time)

True Digital Park 101
True Digital Park 101

อาจพูดได้ว่า แนวความคิด Third place นี้มีจุดเริ่มต้นจาก The Great Good Place ซึ่งเป็นชื่อหนังสือของ เรย์ โอลเดนเบิร์ก (Ray Oldenburg) นักสังคมวิทยาชาวอเมริกัน ตีพิมพ์ออกมาในปี 1989 กล่าวถึงการสร้างสมดุลในบริบทของสังคมบนพื้นที่สาธารณะอย่างลงตัวและองค์ประกอบของ The Great Good Place คือ First place (บ้าน) Second place (ที่ทำงาน) และ Third place (พื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ พื้นที่ไม่ใช่บ้านและที่ทำงานซึ่งเป็นพื้นที่ที่สาม) โดยที่โครงการ True Digital Park 101 ได้วางองค์ประกอบเหล่านั้นได้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น First place อย่างคอนโดมิเนียม Second place ที่เป็นออฟฟิศแบบเปิดโล่ง เพื่อให้ผู้ใช้งานสะดวกใจและมีอิสรภาพในการหาพื้นที่คิดและทำงาน และ Third place ซึ่งเป็นการรองรับการใช้งาน ร้านอาหาร พื้นที่จับจ่ายซื้อของ คาเฟ่ สวนสาธารณะ ห้องสมุด พื้นที่ออกกำลังกาย ลานจัดกิจกรรม โดยรวมเหมือนเป็นพื้นที่รองรับ Life style ที่ครบถ้วนแบบ One-stop service และองค์ประกอบของโปรแกรมที่แตกต่างจากที่อื่นอย่างชัดเจนคือ การสร้าง Innovative Lifestyle Complex เกิดจากความเข้าใจและค้นพบ Unmet need หรือความต้องการที่อยู่ในระดับลึกของผู้บริโภค ถือเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการในการตอบสนองความต้องการให้แก่ผู้บริโภคในแบบที่แตกต่างไปจากวิถีเดิมๆ นอกจากรวมความเป็นตลาด ร้านค้าไว้มากถึง 200 ร้าน (ที่มีทั้งแบบ fine dining, quick meal และ grab and go) ยังมีการสร้าง Night Life Zone เป็นพื้นที่รองรับการบริการแบบ 24 ชั่วโมงเพื่อสร้างให้เป็น Sleepless Community

True Digital Park 101

มาถึงวัตถุประสงค์ที่สำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนที่เข้ามาใช้โครงการและคนในชุมชนใกล้เคียงให้ดีขึ้น เช่น พื้นที่ชั้นบนของอาคารถูกออกแบบให้เป็นทางเดินลอยฟ้า (Whizdom Track) เลนสำหรับปั่นจักรยานและลู่วิ่งออกกำลังกายบนระยะทางกว่า 1.3 กิโลเมตร รวมทั้งสระว่ายน้ำในรูปแบบ Outdoor ทั้งนี้ ยังมีการออกแบบพื้นที่รองรับสัตว์เลี้ยง (pet friendly) เช่น การออกแบบห้องน้ำส่วนตัวให้สัตว์เลี้ยง หรือการอนุญาตให้ใช้พื้นที่ตรงบริเวณลานภายนอก (Outdoor Area) ได้อีกด้วย
นอกจากนี้ ยังมีประเด็น The Green Good Place ซึ่งกล่าวถึงการออกแบบสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ซึ่งเป็นการทำ research กับพื้นที่ก่อสร้างกว่า 43 ไร่ เรื่องความสัมพันธ์ของต้นไม้กับสิ่งมีชีวิต การสร้างระบบนิเวศร่วมกันทั้งต้นไม้ คน สัตว์ เป็นเรื่องที่ถูกนำมาพิจารณาใช้ในการออกแบบ

True Digital Park 101

แนวความคิดที่จะสร้าง The Great Sustainnovation Place บนพื้นที่กว่า 40,000 ตารางเมตร สถาปนิกได้เลือกใช้โปรแกรม BIM (Building Information Modeling) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่มีการประมวลผลและแสดงผลแบบสองและสามมิติไปพร้อมๆ กัน ตลอดจนสามารถที่จะต่อยอดในการคำนวณเวลาการทำงานเพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรในการก่อสร้างโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

True Digital Park 101

ในทางปฏิบัติ กระบวนการก่อสร้างหน้างานจริง ย่อมมีความคลาดเคลื่อนทำให้เกิดเศษวัสดุเหลือใช้ ซึ่งทางโครงการได้ร่วมมือกับ Echolab ดีไซน์สตูดิโอที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยแนวคิด Circular Design โดยนำวัสดุเหล่านั้นมา Upcycling (กระบวนการชะลอการเกิดขยะที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับของเหลือใช้เป็นได้มากกว่าขยะเหลือทิ้ง) ไม่ว่าจะเป็นเศษเหล็กข้ออ้อย ท่อพีวีซี เศษไม้ ประกอบเป็นงานเฟอร์นิเจอร์ภายนอกอาคาร ผนังที่เกิดจากลูกปูนวางเรียงเป็น pattern ที่น่าสนใจ รวมถึงการคิดและพัฒนา การอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมของทางโครงการร่วมกับสถาปนิก ตัวอย่างเช่นการเลือกใช้วัสดุแผ่นโปร่งแสง (ETFE) ซึ่งผลิตจากพลาสติก Ethylene Tetrafluoroethylene คุณสมบัติมีน้ำหนักเบา กันแสงยูวีได้ แทนการใช้กระจก มาใช้ประกอบโครงสร้างบริเวณหลังคาที่อยู่ด้านในของอาคาร เมื่อวัสดุมุงเบา โครงสร้างที่รองรับก็มีขนาดเล็กลง ซึ่งนอกจากช่วยลดความร้อนได้มากโดยใช้หลักการอัดอากาศสร้างเป็นฉนวน วิธีการเป่าลมเข้าไปตรงกลางระหว่างวัสดุมุงทั้ง 2 ชั้น ซึ่งนอกจากจะทำให้อุณหภูมิด้านล่างลดต่ำลง ยังอนุญาตให้แสงแดดผ่านลงมายังต้นไม้ด้านล่างได้อีกด้วย นอกจากระบบ Solar Cell ที่ติดตั้งบนหลังคาทางเดิน ยังมีพื้นรองรับการเหยียบที่เรียกว่า pavegen เป็นระบบเทคโนโลยีสร้างพลังงานไฟฟ้า ที่เกิดจากน้ำหนักของแรงเหยียบลงบนพื้น ซึ่งแรงกดลงบนพื้นจะถูกแปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า และถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่รถยนต์ โดยพลังงานที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่สามารถนำไปใช้ภายในโครงการส่วนต่างๆ​ เช่น ไฟส่องสว่างในช่วงเวลากลางคืน หรือสร้างจุดชาร์จโทรศัพท์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานกับการสร้างพลังงานโดยตรงที่น่าสนใจมาก

True Digital Park 101

ไม่ว่าเราจะเรียกหรือให้คำนิยามของพื้นที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่อยู่ร่วมกันในลักษณะ True Digital Park 101 นี้อย่างไร นิยามความเป็นบ้าน ความเป็นที่ทำงาน ความเป็นพื้นที่ที่สาม ความเป็นตลาดในยุคสมัยใหม่ จะถูกตีความได้หลากหลายอย่างสร้างสรรค์มากขึ้น หากคิดย้อนกลับไปเรื่องการแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งของตลาด การพูดคุยพบปะกัน การแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน เป็นสิ่งที่แสดงถึง Sense of community อันเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างชุมชนที่สะท้อนความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) อย่างยั่งยืน

True Digital Park 101
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest