สามย่านมิตรทาวน์ มิตรสัมพันธ์ของการเปลี่ยนผ่านย่านจากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคต

Visit / 12 ก.พ. 2020

“สามย่าน” ย่านเก่าแก่ของชุมชนคนไทยเชื้อสายจีนที่อยู่อาศัยทำมาหากินกันมาช้านาน อาคารพาณิชย์ที่เรียงรายตลอดแนว ซุกซ่อนร้านอาหารลับรสเลิศอยู่หลายร้าน ซึ่งนับได้ว่าเป็นแหล่งเลี้ยงปากท้องหลัก ทั้งมื้อเช้า กลางวันและค่ำ ของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังเป็นย่านหลักของการค้าขายอะไหล่และส่วนประกอบรถยนต์ กาลเวลาผ่านไปที่ดินย่านนี้ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงานจัดการทรัพย์สินส่วนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ถูกปรับเปลี่ยน และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มาจนถึงปัจจุบันที่เป็นโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ซึ่งส่วนหนึ่งเคยเป็นตลาดสามย่านอันเป็นจุดดึงดูดหลักของย่านนี้ ได้ถูกยุบรวมและกลายเป็นอาคารขนาดใหญ่ภายใต้ชื่อ “สามย่านมิตรทาวน์”

สามย่านมิตรทาวน์

“สามย่านมิตรทาวน์” โดย บริษัท แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ โกลเด้นแลนด์ เปิดให้บริการเมื่อเดือนกันยายน ปี 2562 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งโครงการ talk of the town ที่ได้รับความสนใจและเป็นกระแสกันอย่างรวดเร็ว กลายเป็นจุดหมายให้ใครหลายๆ คนต้องแวะไปเยือนเพื่อถ่ายรูปเช็คอิน ตั้งแต่ทางเข้าจากอุโมงค์ทางเชื่อมจากรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) สถานีสามย่าน ก่อนจะเข้าสู่ตัวอาคารกันเลยทีเดียว แม้จะเป็นโครงการใหม่ที่ดูทันสมัย แต่ทางเจ้าของโครงการและกลุ่มผู้ออกแบบ จากบริษัท Plan Associates Co.,LTD. และ บริษัท Urban Architects Co,.LTD ต่างมีจุดประสงค์ร่วมกันที่จะรักษา ฟื้นฟูสเน่ห์และจิตวิญญาณความเป็นย่านของพื้นที่เดิมขึ้นมาใหม่ โดยให้สอดรับกับความต้องการของผู้คนและสังคมในปัจจุบัน

สามย่านมิตรทาวน์
สามย่านมิตรทาวน์

“สามย่าน มิกซ์ยูส” โครงการสามย่านมิตรทาวน์ ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบไปด้วย ศูนย์การค้า สำนักงานและที่พักอาศัย โดยในส่วนของสำนักงานจะอยู่หัวมุมของสี่แยก แนวแกนต่างๆ ของเมืองตัดกันจนเกิดเป็นรูปทรงของอาคารสำนักงานที่ดูคล้ายผลึกแก้ว สะท้อนไปยังรูปทรงเปลือกอาคารของส่วนที่พักอาศัยซึ่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งด้วย โดยมีศูนย์การค้าเป็นฐานโพเดียมทำหน้าที่เชื่อมอาคารสูงทั้งสองเข้าด้วยกัน ซึ่งในส่วนศูนย์การค้านี้แยกออกได้ 3 ย่าน คือ ย่าน main street ในส่วนชั้น Basement และ Ground ทำหน้าที่เชื่อมเมือง ถนนและพื้นที่โดยรอบเข้ามาภายในโครงการ ทั้งจากทางเดินเท้าและอุโมงค์ใต้ดิน โดยออกแบบให้ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นเมืองที่มีถนนหลักและร้านค้าอยู่ริมสองฝั่งของถนน แวดล้อมไปด้วยร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารต่างๆ รวมถึงร้านอาหารเก่าแก่ที่เป็นตำนานในย่านนี้ด้วย

สามย่านมิตรทาวน์
สามย่านมิตรทาวน์

ย่าน lifestyle อยู่ในพื้นที่ชั้น 2-4 รองรับพฤติกรรมและความต้องการของผู้คนด้านต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งร้านค้า โรงเรียน การบริการอื่นๆ รวมไปถึงพื้นที่ public space และ Co-Working Space ที่เปิดให้บริการสำหรับนักเรียน นักศึกษา บุคคลทั่วไป ตลอด 24 ชั่วโมง และย่านสุดท้าย คือ Food & Learning Hub บนชั้น 5-6 ประกอบไปด้วยร้านอาหาร โรงหนัง ห้องอเนกประสงค์สำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ และยังมีสวนลอยฟ้าที่เป็นพื้นที่สีเขียวให้กับเมืองอีกด้วย ในการออกแบบพื้นที่ทั้ง 3 ย่านนี้ กลุ่มผู้ออกแบบได้คำนึงถึงการเข้าถึง เชื่อมต่อและความต่อเนื่องของพื้นที่เป็นหลักสำคัญ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีต่อการออกแบบและใช้งานแก่ผู้ใช้สอย

สามย่านมิตรทาวน์

การออกแบบให้มีส่วน outdoor และ indoor ในสถานที่เดียวกัน เพื่อสร้างทางเลือกและความแตกต่าง อีกทั้งยังสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ภายใน นอกจากนี้ส่วน outdoor ยังช่วยประหยัดพลังงานและช่วยถ่ายเทอากาศได้ดี ซึ่งเป็นส่วนพื้นที่สำหรับให้บริการ 24 ชั่วโมงอีกด้วย ภายนอกอาคารในส่วนหัวมุมถนนจะมีลักษณะเป็นอาคารขนาดเล็กซ้อนอยู่ในอาคารใหญ่ ช่วยให้เกิด sense of place ของอาคารพาณิชย์ที่เป็นบริบทเดิมของสามย่าน และรูปแบบลายช่องลมที่ประดับตกแต่งอยู่บนอาคารพาณิชย์เดิม ในยุค Mid Century ถูกนำมาปรับใช้เป็นเปลือกอาคารและส่วนต่างๆ ของศูนย์การค้า โดยทำขึ้นด้วยวัสดุและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างความทรงจำที่ต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน

สามย่านมิตรทาวน์
สามย่านมิตรทาวน์
สามย่านมิตรทาวน์
สามย่านมิตรทาวน์
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Co-Creation: กระบวนการร่วมสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม

Learn /

เรื่อง : ดร. สุปรียา หวังพัชรพล
ภาพ : เครดิตตามภาพ

Co-creation เป็นคำที่เราได้ยินบ่อยครั้งมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในแวดวงธุรกิจ อาทิ แนวคิดเมืองค้าปลีกรูปแบบใหม่ “Co-creation” ในการเปิดตัว ICONSIAM กับตัวอย่างของพื้นที่ “สุขสยาม” เมืองมหัศจรรย์แห่งวิถีไทย ที่เกิดจากความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ ศิลปิน วิสาหกิจท้องถิ่น ชุมชนวิถีไทย ผู้ประกอบการรายย่อยระดับท้องถิ่นไทย และนักออกแบบในการพัฒนาโครงการขึ้น หรือ กลยุทธ์ “Co-create Center of Life” โดยบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด
(มหาชน) ที่พยายามต่อยอดจากการพัฒนาศูนย์การค้าไปสู่การเป็น Center of Life หรือศูนย์กลางการใช้ชีวิต จุดหมายที่ตอบรับความต้องการของคนยุคใหม่ทุกกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งเมื่อแนวคิดนี้มาผสานกับการออกแบบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพภายในห้างสรรพสินค้าที่ชัดเจน เช่น Cooking Studio หรือ Co-working Space ตลอดจนการร่วมลงทุนกับธุรกิจอื่น เช่น การเปิด IKEA Store สาขาบางใหญ่ ในพื้นที่ Central Westgate

Co-Create เจริญกรุง (Credit: tcdcconnect.com)

ส่วนในแวดวงการออกแบบนั้น เราคงเคยได้ยินชื่อ โครงการสร้างสรรค์เจริญกรุง หรือ Co-Create Charoenkrung เมื่อช่วงปี 2558-2559 ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ในการพัฒนาพื้นที่ในย่านเจริญกรุง ให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ต้นแบบของความเจริญทางธุรกิจสร้างสรรค์ ตอบโจทย์ความต้องการทางกายภาพ จิตใจ เศรษฐกิจ และสังคม ผ่านการจัดทำกิจกรรมออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์ร่วมกับชุมชนในย่าน นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกลุ่มนักออกแบบที่เริ่มต้นการทำงานออกแบบด้วยกระบวนการ Co-creation

CAN Co-Create Workshop in Yangon 2019 (Credit: CAN:Community Architects Network)

Co-Creation คืออะไร ทำไมต้องร่วมสร้างสรรค์
ผู้ริเริ่มบุกเบิกแนวคิดของ Co-creation เมื่อประมาณช่วงปี ค.ศ. 2000 คือ C. K. Prahalad และ Venkat Ramaswamy ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจการตลาดจากมหาวิทยาลัย University of Michigan Business School โดยเผยแพร่แนวคิดในบทความและในหนังสือ The Future of Competition: Co-Creating Unique Value with Customers ที่พวกเขาร่วมแต่งและตีพิมพ์เมื่อปี 2004 ด้วยแนวคิดที่ว่า เมื่อผู้บริโภคในปัจจุบันมีทางเลือกมากขึ้น ความหมายของคุณค่าและกระบวนการสร้างคุณค่านั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากมุมมองที่มีผลิตภัณฑ์และบริษัทเป็นศูนย์กลาง ไปเป็นการเน้นประสบการณ์ของผู้บริโภคส่วนบุคคล ผู้บริโภคที่ได้รับข้อมูล อำนาจ และมีส่วนร่วม จะสร้างความร่วมมือและรู้สึกผูกพันกับผลิตภัณฑ์หรือบริการมากขึ้น ดังนั้นการสร้างมูลค่าร่วมกันโดยบริษัทและลูกค้า หรือการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสร้างประสบการณ์การบริการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง ด้วยรูปแบบของการสร้างปฏิสัมพันธ์ การสนทนา แลกเปลี่ยนข้อมูลและทรัพยากร รวมทั้งเรียนรู้พัฒนาร่วมกัน จะมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าที่สูงขึ้นให้แก่ทั้งสองฝ่าย

Otto_Scharmer (Credit: wikiwand.com/en/Otto_Scharmer)

อีกหนึ่งผู้นำทางความคิดของ Co-creation ที่น่าสนใจมาจากแวดวงการบริหารจัดการองค์กร คือ Claus Otto Scharmer ปัจจุบันเป็นอาจารย์อาวุโสด้านการจัดการจากมหาวิทยาลัย MIT ซึ่งเขาได้พัฒนาทฤษฎีการเรียนรู้และการจัดการซึ่งเรียกว่า Theory U ขึ้นในช่วงการค้นคว้างานวิจัยระดับปริญญาเอกและในภายหลัง Scharmer ได้ร่วมก่อตั้งสถาบันชื่อ Presencing[1] และโครงการ u.lab ใน MIT ที่มุ่งเน้นการประยุกต์ทฤษฎีดังกล่าวกับการดำเนินงานศึกษาวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและองค์กร โดยแนวคิด Theory U เริ่มต้นจากการชี้ให้เห็นว่าเรากำลังอาศัยอยู่ในช่วงเวลาแห่งความล้มเหลวของสถาบันขนาดใหญ่ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ไม่มีใครต้องการ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความยากจน การก่อการร้าย ความรุนแรง และการทำลายชุมชนธรรมชาติ ชีวิตรากฐานของสังคมเศรษฐกิจและระบบนิเวศน์ ตลอดจนความผาสุกทางจิตวิญญาณของเรา จึงนำมาสู่การเร่งสร้างความสามารถในการเป็นผู้นำแบบใหม่ เพื่อเผชิญกับความท้าทายต่างๆอย่างมีกลยุทธ์ โดยการพัฒนาความสามารถดังกล่าวจะช่วยให้เราสามารถสร้างอนาคตที่มีความเป็นไปได้อันหลากหลายมากขึ้น

Theory U จะเน้นกระบวนการพัฒนาทักษะของตัวเองและกลุ่มคนในองค์กรผ่าน 5 ลำดับขั้น ดังนี้

1. Co-initiating การร่วมรับฟังผู้อื่นและความต้องการของตัวเอง
2. Co-sensing การร่วมสังเกตและรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง
3. Presencing การตระหนักรู้ภายในถึงแรงบันดาลใจและเป้าหมาย
4. Co-creating การร่วมทดลองค้นคว้าสร้างโอกาสใหม่ๆ ผ่านการลงมือทำ
5. Co-evolving การร่วมพัฒนาสร้างวิวัฒนาการใหม่

Theory U (Credit: https://www.presencing.org/aboutus/theory-u)

Co-creation กับกระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรม
ในงานออกแบบเชิงพื้นที่โดยทั่วไปนั้น สถาปนิกต่างต้องร่วมคิดและหารือกับลูกค้าเป็นหลักในการตัดสินใจทางเลือกของการพัฒนาโครงการ แต่เราอาจไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่จะเป็นผู้ใช้หลักของพื้นที่ที่เราออกแบบในอนาคตมาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงาน เนื่องด้วยขั้นตอนที่ต้องการทั้งระยะเวลาและงบประมาณมากขึ้น กระบวนการ Co-creation จึงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทุกๆ งานออกแบบ แต่ในบางประเภทงานโดยเฉพาะการออกแบบพื้นที่สาธารณะที่มีผู้ใช้งานที่หลากหลายและต้องการตอบสนองหลายกลุ่มเป้าหมายนั้น กระบวนการ Co-creation อาจเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อทำให้ผู้คนมีส่วนร่วมในการเสนอแนวความคิด ความต้องการ และรู้สึกผูกพันเป็นเจ้าของพื้นที่เหล่านั้นร่วมกันต่อไป เช่น ในการออกแบบพื้นที่สาธารณะ การออกแบบวางผังชุมชนหรือพื้นที่เมือง ในปัจจุบันมีผลงานสถาปนิกนักออกแบบหลายกลุ่มที่พยายามทดลอง ค้นคว้าและออกแบบเครื่องมือที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากงานออกแบบสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์งานออกแบบร่วมกัน

CAN Co-Create Jhenaidah Workshop in Bangladesh 2019 (Credit: Facebook- CAN:Community Architects Network)

ตัวอย่างเช่น Alejandro Aravena สถาปนิกชาวชิลีจากกลุ่ม Elemental ผู้ได้รับรางวัล The Pritzker Prize เมื่อปี พ.ศ. 2559 ที่เน้นขยายบทบาทการทำงานของสถาปนิกร่วมกับการเปลี่ยนแปลงสังคม สตูดิโอ Baupiloten BDA[2] จากเยอรมันที่เน้นการร่วมออกแบบอาคารประเภทที่อยู่อาศัยและสถานศึกษาในรูปแบบสหวิทยาการด้วยกลยุทธ์การออกแบบอย่างมีส่วนร่วม ผลงานของกลุ่มสถาปนิกและนักกิจกรรมในฝรั่งเศส atelier d’architecture autogérée กับโครงการ R-Urban[3] ที่ร่วมออกแบบวางแผนกับภาคประชาชนในเมืองเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรืองาน Play the City[4] ที่ใช้เกมส์เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจเรื่องการออกแบบวางแผนพัฒนาเมืองร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากทุกภาคส่วน

จุดรวมธน เวิร์กช็อปที่ชวนชาวฝั่งธนมาร่วมออกแบบเพื่อผลักดันให้เกิดปรากฏการณ์สนุกๆในฝั่งธนบุรี (Credit: Crosss & Friends)

กลุ่มสถาปนิกในบริบทของไทยที่มีผลงานจากกระบวนการร่วมสร้างสรรค์อย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น คุณปฐมา หรุ่นรักษ์วิทย์ จาก CASE Studio ซึ่งเริ่มทำงานมาตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2540 กับผลงานการออกแบบวางผังที่อยู่อาศัยอย่างมีส่วนร่วมกับชุมชนผู้มีรายได้น้อยหลายชุมชนและริเริ่มที่อยู่อาศัยแบบ co-housing สำหรับชนชั้นกลางในเมืองอย่างโครงการ Ten-House นอกจากนั้นยังมีการทำงานของสถาปนิกนักออกแบบในสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) ผู้ดำเนินการโครงการบ้านมั่นคง[5] ของภาครัฐในการออกแบบวางผังบ้านและชุมชนร่วมกับผู้มีรายได้น้อยทั่วประเทศไทยเพื่อสร้างโอกาสในการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง

Co-create มหากาฬ ร่วมจัดโดยภาคีหลายภาคส่วนร่วมกับชุมชนป้อมมหากาฬเมื่อครั้งพัฒนาข้อเสนอต่อกรุงเทพมหานครฯในการพัฒนาเมืองร่วมไปกับการอนุรักษ์ชุมชน

ซึ่งในโครงการบ้านมั่นคงนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาหลายแห่งในท้องถิ่นนั้นๆ ให้ร่วมทำงานจริงกับชุมชนและเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำให้อาจารย์และนักศึกษาสถาปัตยกรรม เกิดการนิยามสถาปนิกทำงานออกแบบในลักษณะนี้ว่า “สถาปนิกชุมชน” ซึ่งเดิมมีภาพลักษณ์ที่ยึดโยงกับงานออกแบบกับชุมชนผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก

ASA-CAN workshop คลองบางหลวง (Credit: Facebook- ASA CAN: Community Act Network)

ต่อมาในช่วงปี พ.ศ. 2553 เกิดเครือข่ายปฏิบัติการชุมชน หรือ Community Act Network (CAN) ขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคนที่สนใจกระบวนการทำงานออกแบบสร้างสรรค์ร่วมกับผู้คน และมีการเชื่อมโยงกับสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ในฐานะกรรมาธิการสถาปนิกเพื่อสังคมและเมือง (ASA-CAN) เกิดโอกาสในการจัดกิจกรรม Co-creation หลายครั้ง เช่น Ten for Ninety: Public Transit Lounge ในการทดลองปรับเปลี่ยนพื้นที่โถงพักรอในสถานีรถไฟหัวลำโพง ดำเนินงานร่วมกับสถาปนิก Cloud-Floor และ IF: Integrated Field รวมถึงงานออกแบบวางผังเมืองชุมแสงร่วมกัน Co-Creation: เมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ที่ ASA-CAN ร่วมจัดกับเครือข่ายสถาปนิกชุมชนในเอเชียจาก 17 ประเทศ[6]

Co-creation เมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ (Credit: communityarchitectsnetwork.info)
Imagine Maekha แผนการปรับปรุงพื้นที่ริมคลองแม่ข่าร่วมกับชุมชนริมคลองแม่ข่า เทศบาลเชียงใหม่ สถาปนิกใจบ้านและภาคี (Credit: สถาปนิกใจบ้าน)

และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ช่วยสร้างการรับรู้เกี่ยวกับกระบวนการทำงานแบบร่วมสร้างสรรค์นี้อย่างกว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันยังมีการขยายตัวขอบเขตลักษณะงานสู่กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายในสังคม รวมถึงการเกิดของสำนักงานออกแบบรุ่นใหม่ๆที่สนใจในกระบวนการทำงานดังกล่าวมากยิ่งขึ้น เช่น Openspace – ตาแสงสตูดิโอ ทำงานออกแบบร่วมกับผู้สูงอายุและผู้มีความสามารถที่แตกต่าง สถาปนิกใจบ้านสตูดิโอในเมืองเชียงใหม่ กลุ่มสถาปนิก CROSSs & Friends สตูดิโอสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อมอาศรมศิลป์ บริษัท SHMA SOEN กับโครงการร่วมออกแบบพื้นที่สาธารณะในเมือง กลุ่ม SATARANA ที่ชวนคนเมืองร่วมออกแบบพื้นที่สาธารณะและการปรับปรุงป้ายรถเมล์ในกรุงเทพมหานคร-MAYDAY เป็นต้น

กระบวนการ Co-Creation ป้ายรถเมล์โดยกลุ่มเมล์เดย์ ร่วมกับสมาคมนักออกแบบเรขศิลป์ไทย (ThaiGA) และกรุงเทพมหานคร
Bangkok Bus Stop การออกแบบป้ายรถเมล์รูปแบบใหม่อย่างมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ วิชาชีพ และประชาชนทั่วไป โดย MAYDAY-SATARANA

ในกระบวนการทำงานออกแบบที่ร่วมกันสร้างสรรค์นั้นค่อนข้างเปิดโอกาสให้มีการรับฟัง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ดังนั้นนอกจาก Co-creation จะเป็นเครื่องมือการทำงานออกแบบเชิงพื้นที่หรือด้านการบริการ ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนและพื้นที่ได้ ทำให้เกิดความผูกพันต่อสถานที่หรือโครงการมากขึ้นในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้ออกแบบและผู้ใช้หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ไม่จำเป็นต้องหยุดลงเมื่อเสร็จสิ้นการออกแบบ แต่การสนทนาแลกเปลี่ยน การเรียนรู้ การค้นคว้าทดลองร่วมกัน การปรับเปลี่ยนของพื้นที่ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่หลากหลายนั้นสามารถมีวิวัฒนาการและเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

กระบวนการออกแบบอย่างมีส่วนร่วมกับโรงพยาบาลหาดสำราญเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา จ.ตรัง ของกลุ่มสถาปนิกตาแสง
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Minoburi

Visit /

เรื่อง: ดร.จักรสิน น้อยไร่ภูมิ
ภาพ: -.-

หากจะจำลองกระบวนการเกิดขึ้นของ มิโนะบุรี (Minoburi) ให้อยู่ในรูปของสมการอย่างง่าย ด้านซ้ายของสมการจะตั้งต้นด้วย ‘กลุ่มผู้ใช้งาน ได้แก่ เด็กและครอบครัว’ บวกกับ ‘พื้นที่สำหรับพบปะกัน’ บวกด้วย ‘ร้านค้าขนาดเล็ก’ บวกด้วย ‘พื้นที่กิจกรรมต่างๆ’ และบวกด้วย ‘พื้นที่บริการ’ อันนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่อยู่ปลายทางด้านขวาของสมการ นั่นคือ มิโนะบุรี คอมมูนิตี้สเปซ ขนาดย่อม ที่ตั้งอยู่ในแถบชานเมืองของกรุงเทพมหานคร ย่านมีนบุรี

ภาพมุมสูงของ Minoburi และบริเวณใกล้เคียง

ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มิโนะบุรี คือพื้นที่กิจกรรมชุมชนและพื้นที่การค้า ที่ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกัน โดย ปฐมา หรุ่นรักวิทย์ แห่ง CASE Studio เจ้าของและผู้ออกแบบโครงการนี้ ได้เล่าถึงที่มาของโครงการมิโนะบุรีว่า เริ่มมาจากที่ครอบครัวของปฐมาได้ย้ายบ้านจากบ้านหลังเก่ามาอยู่ในบริเวณนี้ โดยที่ในพื้นที่บ้านหลังเดิมนั้น มีทั้งส่วนที่เป็นบ้าน และออฟฟิศตั้งอยู่รวมกัน ส่วนของบ้านเก่าที่ซึ่งเป็นบ้านไม้ ได้แก่ เรือนไม้เก่า หน้าต่างประตู และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ได้รื้อมาใช้ประกอบในบ้านหลังใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโครงการ ในส่วนของออฟฟิศเก่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงสร้างเหล็ก เมื่อรื้อมาแล้วทำให้ได้เหล็กเป็นจำนวนมาก ปฐมาและครอบครัวจึงมีแนวคิดที่จะนำเหล็กที่เหลือใช้เหล่านี้ มาทำให้เกิดประโยชน์

การตกแต่งภายในโถงอเนกประสงค์

“…เบื้องแรกเลยคิดว่า เราทำพื้นที่ให้สำหรับเด็ก หลายๆ ช่วงอายุได้มาใช้บริการ ได้ทั้งเรียนทั้งเล่น แต่พอเราเริ่มทำก็มีเพื่อน พี่ น้อง ให้ความสนใจ ก็ถามว่าจะขอมาเช่าด้วยได้ไหม ก็เริ่มจากร้านละมุนลิ้น มาเป็นร้านแรก แล้วก็ตามมาด้วยร้านสเต๊ก Steakshift & Jib Bar แล้วก็ร้านกาแฟ Nitro DP ทีนี้พอเริ่มทำไปแล้วนี่ เราก็คิดว่า เด็กที่เข้ามาใช้งานที่นี่ น่าจะเป็นกลุ่มเด็กเล็ก ก็คือ อนุบาลถึงประถม เราเลยทำอาคารหนึ่งอาคารไว้สำหรับเด็กโดยเฉพาะเลย ก็ทำออกมาเป็น Mini Mino หลังจากนั้นก็มาคิดว่า เด็กเล็กเหล่านี้ จะต้องมากับผู้ปกครอง เลยอยากให้มีพื้นที่สำหรับคนทุกวัยด้วย ก็เลยจัดให้มีพื้นที่เอนกประสงค์ สำหรับจัดงาน ตามเทศกาล จัดเวิร์คช็อปต่างๆ แล้วพอทำมาแล้ว เราคิดว่า มันไม่น่าจะมีแค่นี้ ก็เลยคุยกับเจ้าของที่แปลงติดกันนี้ที่เป็นญาติกันที่เค้าไม่ได้ใช้ทำอะไร ขอพัฒนาพื้นที่เป็นสนามบาสฯ กับแปลงผักให้เช่า…” ปฐมา เล่าถึงความเป็นมาของพื้นที่แต่ละส่วนของโครงการ

Minoburi Section & Elevation
สระน้ำใกล้กับ Minoburi

จากความต้องการของเจ้าของโครงการ ที่ต้องการให้พื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่สำหรับเด็กและคนทุกช่วงวัยได้มาพบปะกัน นำมาซึ่งแนวคิดในการวางผังและออกแบบสถาปัตยกรรม โดยผังของโครงการมีลักษณะคล้ายกลุ่มบ้านขนาดเล็ก ที่ประกอบขึ้นจากบ้านหลายๆ หลัง วางล้อมลานกลางหมู่บ้าน ตั้งอยู่บนที่ดินรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่แคบและยาวไปตามแนวเหนือ-ใต้ โดยบ้านแต่ละหลัง จะมีทั้งที่เป็นร้านอาหาร ห้องเอนกประสงค์ พื้นที่กิจกรรมสำหรับเด็ก (Mini Mino) และพื้นที่บริการ เช่น ห้องน้ำ พื้นที่โล่งตรงกลางเป็นสนามหญ้า สำหรับให้เด็กได้วิ่งเล่น และทำกิจกรรมต่างๆ บริเวณสุดเขตที่ดินด้านทิศเหนือ เป็นที่ตั้งของบ่อน้ำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นบ่อสำหรับบำบัดน้ำเสียภายในโครงการ ด้วยวิธีธรรมชาติ ก่อนปล่อยออกสู่ท่อระบายน้ำสาธารณะ พื้นที่บริเวณด้านหลังของโครงการ เป็นพื้นที่กิจกรรม ประกอบด้วยสนามบาสเก็ตบอลขนาดมาตรฐาน 1 สนาม แปลงผักสำหรับให้คนมาเช่าปลูก และพื้นที่เที่ยวชมทุ่งดอกโสน

วิวของบาร์และโถงอเนกประสงค์จากมุมมองริมสระน้ำ

รูปร่างและรูปทรงของสถาปัตยกรรมภายในโครงการมีที่มาอันเรียบง่าย โดยเน้นการใช้รูปทรงพื้นฐาน ที่สามารถรับรู้ได้ง่ายว่าเป็นรูปทรงของบ้าน ตัวอาคารมีขนาดเหมาะสมกับสัดส่วนมนุษย์ทุกช่วงวัย ไม่เล็กไปสำหรับผู้ใหญ่ และไม่ใหญ่ไปสำหรับเด็ก โดยวางไว้ใกล้ชิดกันทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองคล้ายกับบ้าน ในส่วนของอาคาร Mini Mino ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเด็ก จะมีการออกแบบให้เหมาะกับสัดส่วนของเด็กเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีห้องน้ำสำหรับเด็กโดยเฉพาะไว้คอยให้บริการ

ห้องสุขาสำหรับเด็ก
การตกแต่งภายในคาเฟ่

โครงสร้างหลักของอาคารแต่ละหลังจะทำจากเหล็ก วัสดุมุงและผนังภายนอกเลือกใช้แผ่นเมทัลชีท เนื่องจากความสะดวก รวดเร็ว ในการก่อสร้าง และง่ายต่อการดูแลรักษา ที่สำคัญยังตอบโจทย์กับวัสดุเก่าที่มีคือเหล็ก โดยแผ่นเมทัลชีทที่เลือกใช้จะเป็นแผ่นที่มีการบุฉนวนไว้ในตัว ทำให้สามารถกันความร้อนเข้ามาสู่ภายในอาคารได้ โดยได้เลือกแผ่นเมทัลชีทที่มีสีสันต่างๆ เช่น สีครีม สีดำ สีแดง และสีน้ำเงิน ทำให้เกิดความความรู้สึกสนุกสนานและไม่น่าเบื่อ

ทางเดินที่เชื่อมเข้าไปยัง Minoburi

โครงการมิโนะบุรี คือการผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง การเป็นพื้นที่ทางสังคมและพื้นที่การค้า ที่พื้นที่ใช้งานทั้งสองชนิดต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน พื้นที่ทางสังคมทำหน้าที่เป็นแหล่งกิจกรรมสนองความต้องการใช้งานของคน ในขณะที่พื้นที่การค้าทำหน้าที่หารายได้มาเพื่อใช้จ่ายภายในโครงการ ให้โครงการสามารถดำเนินต่อไปได้ ทำให้ในปัจจุบัน โครงการนี้ได้เป็นมากกว่าโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ธรรมดา หากแต่เป็นพื้นที่ทางสังคม ที่เป็นศูนย์รวมกิจกรรมของผู้คนทุกเพศทุกวัยในละแวกนี้ สมกับที่ที่เจ้าของโครงการได้ตั้งใจเอาไว้

การตกแต่งภายในพื้นที่บาร์

“คือโครงการนี้ต้องบอกเลยว่า ไม่ได้มีแผนธุรกิจที่แบบว่า ลงทุนเท่านี้ คุ้มทุนเมื่อไหร่ ได้เงินกลับมาเท่าไหร่ แต่ว่ามันเป็นโครงการที่เราคิดว่า ลงเงินไปแล้ว ขอให้มันอยู่ได้ด้วยตัวมันเอง หมายถึงว่า ค่าเช่า ค่าบริการทั้งหลายที่เราได้จากโครงการนี้ สามารถนำมาจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าพนักงานของโครงการได้ เราก็พอใจแล้ว แล้วก็กับการที่ใกล้ๆ บ้านเรามีพื้นที่ให้เด็กๆ ให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ได้มาใช้งานด้วยกัน เท่านี้เราก็โอเคแล้ว” ปฐมา กล่าวทิ้งท้าย ซึ่งก็น่าจะสะท้อนให้เห็นถึงความจริงใจและความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นสถานที่พบปะและทำกิจกรรมต่างๆ สำหรับทุกกลุ่ม ทุกวัย ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคอมมูนิตี้สเปซในย่านมีนบุรี

ภาพมุมสูงของ Minburi
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

The Commons Saladaeng

Update / 04 ก.พ. 2020

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: Courtesy of Department of Architecture

หากจะเปรียบเทียบสถาปัตยกรรมเป็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง สถาปนิกก็คงเป็นเหมือนผู้กำกับที่จะกำหนดแนวทางและกำกับให้ภาพยนตร์เป็นไปตามแนวทางนั้น และภาพยนตร์บางเรื่องที่ได้รับความนิยมและการกล่าวถึงเป็นจำนวนมาก เมื่อมีการประกาศว่าจะทำภาคต่อ ผู้ชมก็ย่อมมีความคาดหวังว่าภาคต่อนั้นจะออกมาดีมากกว่าหรือไม่ต่างจากภาคแรก

The Commons Saladaeng Perspective

สถาปัตยกรรมเองก็เช่นกัน นี่เป็นมุมมองส่วนหนึ่งของคุณอมตะ หลูไพบูลย์ สถาปนิกและผู้ก่อตั้งบริษัท Department of Architecture ซึ่งพูดถึงโครงการเดอะคอมมอนศาลาแดง โครงการที่มีความต่อเนื่องมาจากโครงการเดอะคอมมอนทองหล่อ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามทั้งในแง่ธุรกิจและแง่การออกแบบที่ได้รับรางวัลต่างๆ เป็นเครื่องการันตี

The Commons Saladaeng Perspective

เมื่อสถาปนิกมองโครงการที่ต่อเนื่องกันนี้เป็นภาพยนตร์ภาคต่อแล้ว องค์ประกอบต่างๆ ที่ทำให้ภาพยนตร์เหล่านั้นประสบความสำเร็จได้เหมือนภาคแรกก็ถูกตีความแล้วนำมาใช้ในงานสถาปัตยกรรม ในมุมมองของคุณอมตะ สิ่งที่ทำให้ภาพยนตร์ภาคต่อประสบความสำเร็จได้มีอยู่ 3 อย่างด้วยกัน นั่นคือ ตัวละครเดิมที่ผ่านช่วงเวลาและเติบโตขึ้น ตัวละครใหม่ที่มีความสำคัญและมีความน่าสนใจที่จะดึงผู้ชมเข้ามาได้ และสุดท้ายคือองค์ประกอบรองๆ ที่ช่วยให้เส้นเรื่องดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง องค์ประกอบทั้ง 3 อย่างที่ถูกถอดออกมานี้คือแนวคิดหลักที่สถาปนิกจะใช้ในการออกแบบโครงการเดอะคอมมอนศาลาแดงให้ออกมาดีไม่น้อยไปกว่าโครงการเดอะคอมมอนทองหล่อ

ภาพขณะก่อสร้างของ The Commons Saladaeng

จากการวิเคราะห์เพื่อหาองค์ประกอบแรกคือตัวละครเดิม ที่ทำให้โครงการเดอะคอมมอนทองหล่อประสบความสำเร็จในแง่ของการออกแบบ สิ่งนั้นคือการออกแบบโดยใช้พื้นที่กึ่งในร่มกึ่งกลางแจ้ง และระบบการระบายอากาศตามธรรมชาติที่เหมาะสมกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้น ในตัวอาคารของเดอะคอมมอนศาลาแดงเองก็มีการนำพื้นที่กึ่งกลางแจ้งนี้มาใช้เช่นกัน และเพื่อให้เกิดสภาวะสบายในพื้นที่ส่วนนี้ Industrial Fan จึงถูกติดตั้งเอาไว้เพื่อช่วยให้อากาศเกิดการไหลเวียนอย่างต่อเนื่อง

The Commons Saladaeng Perspective

ตัวละครต่อไปคือตัวละครใหม่ คือรูปลักษณ์อาคารที่สถาปนิกตั้งใจทิ้งรูปลักษณ์ของเดอะคอมมอนทองหล่อไปทั้งหมด เพื่อสร้างภาพจำที่เป็นเอกลักษณ์ของเดอะคอมมอนศาลาแดงขึ้นใหม่ จากแนวคิดที่ต้องการให้ความสำคัญกับละแวกรอบๆ ของผู้พัฒนาโครงการเดอะคอมมอน สถาปนิกพยายามหาความเป็นมาของพื้นที่ศาลาแดง และทราบว่าเดิมชื่อศาลาแดงมาจากศาลารอรถไฟขนาดเล็กที่มีหลังคาจั่วสีแดงในอดีต ศาลารอรถไฟนี้จึงกลายมาเป็นต้นแบบในการสร้างรูปลักษณ์ของเดอะคอมมอนศาลาแดง สถาปนิกตั้งโจทย์ 2 อย่างคือ สีหลักของอาคารต้องเป็นสีแดง และหลังคาต้องเป็นหลังคาจั่วขนาดเล็ก สอดคล้องกับรูปร่างอาคารในย่านศาลาแดงสมัยก่อน

The Commons Saladaeng Perspective

องค์ประกอบสุดท้ายที่ทำให้เส้นเรื่องของภาพยนตร์ดำเนินไปได้ เปรียบเทียบกับสถาปัตยกรรมก็คือการใช้งานที่หลากหลายและเพิ่มความน่าสนใจให้กับโครงการ ในกรณีของเดอะคอมมอนทองหล่อคือการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เข้ากับสถาปัตยกรรม และในโครงการเดอะคอมมอนศาลาแดง สถาปนิกเลือกที่จะคิดกลับกันโดยออกแบบสถาปัตยกรรมที่จะปรับตัวเข้ากับกิจกรรมที่หลากหลายได้ พาเลทไม้ราคาไม่แพง ถูกนำมาใช้เพื่อสนับสนุนแนวคิดนี้ โดยการออกแบบโมดูลของพาเลทที่จะปรับพื้นที่ให้เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ ได้ ทั้งในวันทั่วไป หรือในกิจกรรมพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น การจัดตลาดนัด การแสดงดนตรีขนาดเล็ก ไปจนถึง International Jazz Festival และ The Common Carnival หรือรองรับกิจกรรมอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไม่จำกัด

via GIPHY

สุดท้ายแล้วโครงการเดอะคอมมอนศาลาแดงจะประสบความสำเร็จได้อย่างเดอะคอมมอนทองหล่อหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าจับตากันต่อไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกแบบผ่านมุมมองที่ให้โครงการนี้เป็นภาพยนตร์ภาคต่อซึ่งมีทั้งสามองค์ประกอบข้างต้น ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจและน่าติดตามอยู่มากเลยทีเดียว

Project Information

ผู้ออกแบบ Department of Architecture
เจ้าของโครงการ The Commons
ที่ตั้ง กรุงเทพมหานคร
สถานะ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง
พื้นที่โครงการ

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

PUEY Park อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

Visit /

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: Courtesy of Landprocess Landscape Architect

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

ศาสตราจารย์ดอกเตอร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นอดีตอธิการบดี และเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากกระแสมหาวิทยาลัยสีเขียวและแนวคิดเรื่องความยั่งยืน โดยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ CIDAR ซึ่งมีบริษัทสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์เป็นผู้ออกแบบตัวอาคาร และ Landprocess Landscape Architect เป็นผู้ออกแบบพื้นที่โดยรอบและหลังคาเขียวของอาคาร

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

จากที่ตั้งของอาคารที่อยู่บนเส้นแนวกลางของผังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และผังแม่บทจากทีม CIDAR ที่วางเอาไว้ว่าพื้นที่ส่วนนี้จะต้องเป็นพื้นที่สีเขียว ทีมสถาปนิกเห็นว่าตัวอาคารควรจะทำตัวเป็นเครื่องเปลี่ยนผ่านของพื้นที่สีเขียวที่ไม่ทำลายความต่อเนื่องที่มีอยู่ โดยต้องแสดงสัญลักษณ์บางอย่างที่มีความสำคัญกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย เป็นที่มาของรูปลักษณ์ของอาคารที่เป็นตัว H โค้งและรูปด้านที่มีลักษณะเหมือนเนินซึ่งมาจากการใช้ชื่อของอาจารย์ป๋วย ซึ่งแปลว่าเนินดินมาเป็นต้นแบบ

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

ในส่วนของการจัดภูมิสถาปัตยกรรม ภูมิสถาปนิกจาก Landprocess ได้เสนอแนวการนำนาขั้นบันไดเข้ามาใช้เป็นต้นแบบเพื่อตอบโจทย์หลายอย่างของการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการนำเสนอความเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของทุ่งรังสิตเดิมตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นพื้นที่ชุมชนเมือง สถานศึกษา และนิคมอุตสาหกรรม หรือการออกแบบเพื่อรับมือกับความแปรปรวนของสภาพอากาศอันเนื่องมาจากสภาวะโลกร้อน (climate resilient design) ที่เป็นประเด็นสนใจหลักของโลกด้วยวิธีทางธรรมชาติ (natural based solution) ทั้งการลดเกาะความร้อน (urban heat island) ด้วยหลังคาเขียว การจัดการกับฝุ่นมลพิษ และการจัดการกับน้ำฝน ซึ่งการใช้ขั้นบันไดที่เป็นสวนนี้สามารถชะลอการไหลของน้ำฝนได้ถึง 20 เท่าตัวเมื่อเทียบกับหลังคาคอนกรีตเรียบ

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

นอกจากการแก้ปัญหาเรื่องของสภาพอากาศได้อย่างรอบด้านแล้วการใช้หลังคาขั้นบันไดยังตอบโจทย์ด้านความยั่งยืนและการประหยัดพลังงานด้วย เพราะนอกจากตัวโครงสร้างจะช่วยลดความร้อนที่ผ่านเข้าตัวอาคารแล้ว บนหลังคายังมีการติดตั้งแผงสุริยะที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้กว่าครึ่งเมกะวัตต์ต่อชั่วโมง

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี
อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ภาพรวมของโครงการอุทยานป๋วย 100 ปี ออกมามีความน่าสนใจทั้งในแง่อัตลักษณ์ของโครงการและความสามารถของอาคารในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภาวะโลกร้อน เกิดจากการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นของสถาปนิกและภูมิสถาปนิก และคงเป็นจุดสำคัญจุดหนึ่งในการอธิบายให้คนทั่วไปมีความเข้าใจที่ลึกขึ้นเกี่ยวกับภูมิสถาปัตยกรรม ว่ามันไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดการกับพื้นที่เหลือของโครงการ แต่เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรมในภาพรวมที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้

อุทยานเรียนรู้ป๋วย 100 ปี

Project Information
ผู้ออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม Landprocess Landscape Architect
ผู้ออกแบบสถาปัตยกรรม บริษัทสถาปนิกชุมชนและสิ่งแวดล้อม อาศรมศิลป์
เจ้าของโครงการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ที่ตั้ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต คลองหลวง ปทุมธานี
สถานะ แล้วเสร็จ
พื้นที่โครงการ 20 ไร่

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

PILOK COMMUNITY SPACE

Update / 28 ม.ค. 2020

เรื่อง: วสวัตติ์ รุจิระภูมิ
ภาพ: อาศรมศิลป์

Pilok Community Space

โครงการศูนย์บริการสำหรับการให้ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะความเข้าใจและการใช้เทคโนโลยีดิจิตัล (Digital Literacy) ตั้งอยู่ในพื้นที่โรงเรียนเชิงเขา หมู่บ้านอิต่อง ตำบลปิล็อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งนอกจากจะเป็นพื้นที่ที่เชื่อมชุมชนห่างไกลกับโลกกว้างเข้าด้วยกันตามชื่อโครงการแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เชื่อมคนในชุมชนอันหลากหลายชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ทั้ง ไทย กะเหรี่ยง พม่า และทวาย

Pilok Community Space
Pilok Community Space

อีกทั้งยังเชื่อมผู้คนกับธรรมชาติด้วยแพลตฟอร์มของหลังคาที่สามารถเดินขึ้นไปสัมผัสทิวทัศน์ภูเขาโอบล้อมรอบตัวเราได้ นอกจากนี้ยังเชื่อมชุมชนชาวพม่าที่อยู่ด้านล่าง ให้ชาวบ้านและเด็กนักเรียนเดินทางมาได้สะดวกสบายมากขึ้น ภายใต้แนวความคิด หลัก CONNECT TO RECONNECT: PILOK COMMUNITY SPACE

กระบวนการมีส่วนร่วม Pilok Community Space
กระบวนการมีส่วนร่วม Pilok Community Space
กระบวนการมีส่วนร่วม Pilok Community Space
วิเคราะห์พื้นที่ Pilok Community Space
กิจกรรมกับเด็กๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงกับ Pilok Community Space

สถาปัตยกรรมชายขอบหลังนี้ เกิดจากความร่วมมือของศูนย์ศึกษานโยบายการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และ สถาบันอาศรมศิลป์ โดยได้รับทุนอุดหนุนจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (สํานักงาน กสทช.)

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

Sher Maker การออกแบบร่วมกัน ไม่ใช่แค่รูปแบบ แต่เป็นกระบวนการ

Visit / 14 ม.ค. 2020

Text: อ.ดร.จิรันธนิน กิติกา
Photo: Sher Maker

เฌอ เมคเกอร์ (Sher Maker) เป็นกลุ่มสถาปนิกที่ทำงานออกแบบบนพื้นฐานของการปฏิบัติงานจริง คุณโอ๊ต ธงชัย จันทร์สมัคร และคุณตุ๋ย พัชรดา อินแปลง สองสถาปนิกผู้ก่อตั้ง เฌอเมคเกอร์ จากประสบการณ์ทำงานก่อสร้างด้วยวัสดุทางเลือกต่างๆ อาทิ ไม้ไผ่ กระดาษ ผ้า และเซรามิก ทำให้เกิดทักษะงานช่าง งานฝีมือ ประสบการณ์ และความเข้าใจในการออกแบบร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่หลากหลาย สิ่งเหล่านี้ทำให้กระบวนการออกแบบของเฌอเมคเกอร์มีความเฉพาะตัว และสะท้อนแนวคิดการออกแบบร่วมกันเป็นอย่างดี

ธงชัย จันทร์สมัคร และ พัชรดา อินแปลง สถาปนิกผู้ก่อตั้ง เฌอเมคเกอร์ ในการทำงานระหว่างวันบนพื้นที่ทำงาน co-working ณ ร้าน Localist บนถนนช้างม่อย

แนวคิด Co-create หรือ การสร้างสรรค์ผลงานร่วมกัน ของเฌอเมคเกอร์ นั้นไม่ได้ปรากฏเฉพาะการได้มาของผลงานชั้นสุดท้ายเท่านั้น ในแต่ละโครงการเฌอเมคเกอร์ได้ใช้กระบวนการออกแบบร่วมในแทบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคุยงานในเบื้องต้น การปรึกษาหารือ และการแนะนำทิศทางของโครงการ ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่การออกแบบตามโจทย์ของลูกค้าที่ได้รับมา หากแต่มองกลับไปที่จุดเริ่มต้นของโจทย์ เพื่อสร้างคำถามและสร้างโจทย์การออกแบบด้วยวิธีการใหม่ๆ เครื่องมือที่เฌอเมคเกอร์ใช้ในการคุยและเก็บข้อมูลกับลูกค้าคือ การทำ Design thinking ร่วมกับเจ้าของโครงการ ทำให้แต่ละโครงการเกิดแนวคิดและกระบวนการสร้างอาคารที่เชื่อมโยงระหว่างมุมมองของสถาปนิกและเจ้าของโครงการร่วมกัน

โครงการลานดิน (LANDIN) ที่ตั้งใกล้ชุมชนวัดโป่งน้อย

โครงการลานดิน (LANDIN) ซึ่งเป็นโครงการที่ลูกค้าเริ่มต้นจากความต้องการง่ายๆ คือการสร้างร้านกาแฟบนพื้นที่ของตัวเอง ที่อยากให้มีความโดดเด่น สร้างรายได้ และคืนทุนเร็ว เมื่อเฌอเมคเกอร์ได้ศึกษาพื้นที่และมุ่งไปที่การทำงานร่วมกับเจ้าของโครงการ ทำให้เกิดการตั้งคำถามใหม่ว่า อะไรคือการสร้างศักยภาพแก่ที่ดินผืนนี้ที่เหมาะสม ด้วยบริบทพื้นที่ดินที่เงียบสงบในซอยชุมชนใกล้วัดโป่งน้อย จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากกระบวนการหารือร่วมกัน ได้ออกมาเป็นโจทย์ใหม่คือ การสร้างลานชุมชนร่วมสมัย และพื้นที่ร้านให้เช่า โดยมีร้านกาแฟ เป็นงานออกแบบหลักที่กำหนดภาพลักษณ์ของที่ดินผืนนี้ ภายใต้เงื่อนไขของงบประมาณและเวลา เฌอเมคเกอร์ใช้การออกแบบส่วนคลุมร้านกาแฟให้เกิดความโดดเด่นจากถนนชุมชน แต่ยังคงมีความกลมกลืนกับบริบทธรรมชาติของที่ตั้ง

โครงการปรับปรุงปั๊มน้ำมัน บนถนนสารภี

จุดแข็งในการออกแบบของเฌอเมคเกอร์คือการพัฒนาทักษะและการศึกษาวัสดุทางเลือก ร่วมกับการทดลองโครงสร้าง ทำให้งานออกแบบของเฌอเมคเกอร์นั้นมีความโดดเด่นในเรื่องของรายละเอียดทางโครงสร้างและส่วนคลุมอาคาร ข้อสรุปของการทำงานร่วมกันระหว่างสถาปนิกและช่างฝีมือท้องถิ่นคือการใช้แผ่นโพลีคาร์บอเนตบนโครงอาคารที่โปร่ง โล่ง เบา และก่อสร้างง่าย ทำให้พื้นที่ภายในอาคารโล่งและโปร่งแสงในช่วงกลางวัน อีกทั้งตัวอาคารเมื่อเปิดไฟจะสะท้อนแสงสว่างออกมาในเวลากลางคืนอีกด้วย โครงการลานดินทำหน้าที่เป็นพื้นที่ใหม่ของชุมชน แนวคิด Co-create ของเฌอเมคเกอร์นั้นจึงเป็นเรื่องของกระบวนการ ซึ่งเฌอเมคเกอร์วางตำแหน่งของตัวเองไม่ใช่แค่ผู้ออกแบบ แต่เป็นทั้งผู้ร่วมคิด ร่วมสร้าง และร่วมมือไปตลอดทั้งกระบวนการออกแบบอาคาร

กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนสารภีผู้ผลิตกระเบื้องเซรามิก

ผลงานอีกชิ้นที่น่าสนใจและสะท้อนกระบวนการการออกแบบร่วมกันของเฌอเมคเกอร์ได้ดีคือปั๊มน้ำมันบนถนนสารภี จากโจทย์คือการปรับปรุงปั้มน้ำมันเก่าเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่น เฌอเมคเกอร์สนใจการสะท้อนความเป็นท้องถิ่นผ่านความเป็นชุมชนผู้ผลิตเซรามิค มากกว่าการอ้างอิงเชิงรูปแบบและสัญลักษณ์ใดๆ นำไปสู่การออกแบบโครงการที่สามารถอุปถัมภ์และสะท้อนความเป็นเครือข่ายชุมชนทำเซรามิกในย่านสารถี จังหวัดเชียงใหม่ ผ่านแนวคิดโครงการที่ว่า “Pearl on Cloud” กล่าวคือการออกแบบเปลือกอาคารที่มาจากระเบื้องเซรามิกของชุมชน

การเคลือบสีมุกเพื่อให้ได้ส่วนคลุมอาคารตามแนวคิด Pearl on Cloud

ในการออกแบบนั้นเฌอเมคเกอร์นำกระเบื้องเซรามิกมาเคลือบสีมุกกว่า 3,500 ชิ้น ประกอบกับการทดลองโครงอาคารที่สามารถใช้กระเบื้องเซรามิกเป็นส่วนคลุมร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่น หรือ สล่าเมืองนั้นเอง ทำให้อาคารเซรามิกสีมุกนี้โดดเด่นจากบริบท ด้วยตัวเปลือกอาคารที่สะท้อนกับแสงแดดในเวลากลางวัน และแวววาวไปกับแสงไฟจากการสัญจรของรถบนเส้นถนนสารภีในยามค่ำ ยิ่งไปกว่านั้น “การส่งต่อ” ยังเป็นอีกสิ่งที่เฌอเมคเกอร์ได้เรียนรู้จากโครงการนี้ หลังจากที่อาคารหลังนี้เปิดใช้งาน เซรามิกของชุมชนสารภีได้ถูกนำเสนอและกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้าง เกื้อหนุนให้ชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการเป็นผู้ผลิตเซรามิกต่อไปอีกด้วย

การทดลองออกแบบโครงอาคารที่ใช้กระเบื้องเซรามิกเป็นส่วนคลุมร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่น
การทดลองออกแบบโครงอาคารที่ใช้กระเบื้องเซรามิกเป็นส่วนคลุมร่วมกับช่างฝีมือท้องถิ่น

คุณโอ๊ต และคุณตุ๋ย จากเฌอเมคเกอร์ทิ้งท้ายในการสัมภาษณ์กับอาษาครูไว้ว่า ในการออกแบบโครงการแต่ละโครงการนั้น สถาปัตยกรรม ควรตอบเกิดประสิทธิผล 3 อย่างด้วยกันคือ เจ้าของโครงการพึงพอใจกับโครงการ ตัวสถาปนิกเองมีความภาคภูมิใจในงานที่ออกแบบ และสุดท้าย สถาปัตยกรรมนั้นสามารถส่งสารไปสู่ผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิผล

กระเบื้องเซรามิกในแสงสีต่างๆ
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

VARIVANA RESORT รีสอร์ตชายเขาที่คืนความสงบให้ชายหาด

Visit /

เรื่อง: ปวริศ คงทอง
ภาพ: -.-

Varivana Resort

เกาะพะงันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในภาคใต้ ด้วยสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นเกาะในทะเลอ่าวไทยและการเข้าถึงด้วยเรือโดยสารที่ไม่ยากนัก ส่งผลให้เกาะพะงันมีอาคารที่พักประเภทโรงแรมและรีสอร์ทเกิดขึ้นมากมายเพื่อตอบสนองการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยโรงแรมและรีสอร์ทแต่ละแห่งต่างไปจับจองพื้นที่หน้าหาดเพื่อสร้างความสะดวกสบายในการพักผ่อนและมอบวิวทะเลซึ่งเป็นจุดขายให้แก่นักท่องเที่ยว แต่โครงการวารีวาน่ารีสอร์ทแห่งนี้นั้นแตกต่างออกไปจากรีสอร์ทอื่นๆ

Varivana Resort

วารีวาน่ารีสอร์ท เกาะพะงัน ตั้งอยู่บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สิ่งที่ทำให้รีสอร์ทแห่งนี้ต่างไปจากโครงการอื่นๆ คือ ที่ตั้งของวารีวาน่ารีสอร์ทนั้นทำตัวเป็นเหมือนตัวกลางระหว่างทะเลกับพื้นที่ธรรมชาติรอบๆ เนื่องจากที่ตั้งที่อยู่บนเชิงเขา ห่างจากทะเลเป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร หรือสามารถขับรถไปถึงริมชายหาดได้ในระยะเวลา 5 นาที ล้อมรอบด้วยสวนมะพร้าวซึ่งเป็นหนึ่งในเกษตรกรรมหลักของคนในพื้นที่และเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่ยังเหลืออยู่บนเกาะ โดยที่ยังมองเห็นวิวของชายหาดและทะเลซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

Varivana Resort

ทีมสถาปนิกจาก POAR Architects ตั้งแนวคิดหลักของโครงการเพื่อนำเสนอให้นักท่องเที่ยวและนักลงทุนในอนาคตมองเห็นว่า พื้นที่ที่ดีที่สุดสำหรับโครงการโรงแรมและรีสอร์ทบนเกาะพะงันไม่ใช่พื้นที่ชายทะเลเท่านั้น หากแต่เป็นพื้นที่บนภูเขา ทั้งในแง่ของคุณภาพการพักอาศัยและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่จะได้รับ ซึ่งเมื่อนักลงทุนเข้าใจในส่วนนี้แล้วก็จะดึงขอบเขตการพัฒนาพื้นที่ออกจากริมทะเล ช่วยคืนพื้นที่ธรรมชาติและความสงบให้แก่ชายหาด

Varivana Resort

ข้อดีของพื้นที่บนเนินเขาที่ต่างจากริมทะเลอย่างแรกคือ คุณภาพอากาศ แม้ว่าลมที่พัดอาจไม่แรงเท่ากับบริเวณริมทะเล แต่ลมบนเนินเขามีคุณภาพดีกว่า เนื่องจากมีปริมาณเกลือปะปนน้อยกว่า และมีความสดชื่นของธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัวรีสอร์ท เพราะฉะนั้นเพื่อสร้างสภาวะสบายให้กับผู้เข้าพัก ตัวสถาปัตยกรรมจึงมีหน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือเพิ่มคุณภาพของความเร็วลมที่จะพัดพาเข้าสู่ห้องพัก ในส่วนนี้สถาปนิกเลือกออกแบบโดยวางห้องพักด้วยระบบทางเดิน single-loaded corridor บังคับให้ผู้เข้าพักเดินผ่านทางเข้าห้องที่มีความเป็นส่วนตัว ทำให้ทุกห้องพักสามารถเปิดหน้าต่างด้านหลังเพื่อให้อากาศไหลเวียนดีขึ้นตลอดทั้งวัน โดยไม่สูญเสียความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ การวางตัวของผนังห้องพักที่ไม่เป็นระนาบเดียวกันยังช่วยเพิ่มความเร็วลมที่พัดผ่านอาคาร ทำให้ส่วนระเบียงที่วางตัวตามแนวตะวันออก – ตะวันตกของแต่ละห้องสามารถใช้เพื่อรับลมธรรมชาติ ชมวิวทะเล และอาบแดดได้เป็นอย่างดี

Varivana Resort

อีกส่วนหนึ่งของรีสอร์ทที่ออกแบบได้น่าสนใจไม่แพ้ส่วนห้องพักคือ ส่วนของโถงรับรองแขกที่มาพักและล็อบบี้ ซึ่งในส่วนนี้ไม่มีตัวผนังหรือแผงหน้าของอาคาร แต่สามารถสร้างความรู้สึกเป็นส่วนตัวให้กับผู้เข้าพักด้วยการโอบล้อมของธรรมชาติรอบๆ พื้นที่ใช้สอยในส่วนนี้มีองค์ประกอบเพียงผนังที่ประกอบกันเป็นเสาขนาดใหญ่ตรงกลางและก้อนโครงสร้างหลังคาที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งความใหญ่โตของก้อนหลังคานี้ สถาปนิกออกแบบล้อกับขนาดของภูเขาที่อยู่รอบๆ ทำให้ผู้เข้าพักรู้สึกถึงสมดุลและความเสมอภาคกันระหว่างธรรมชาติกับตัวสถาปัตยกรรมซึ่งเป็นตัวแทนของมนุษย์

Varivana Resort
Varivana Resort

สถาปนิกมีความพยายามที่จะนำวัสดุท้องถิ่นอย่างไม้มะพร้าว ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้หลักของพื้นที่เกาะพะงันมาใช้ในการออกแบบ แต่เนื่องจากไม้มะพร้าวเป็นไม้เนื้ออ่อนและผุพังได้ง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นไม้โครงสร้างหรือวัสดุผิวภายนอก ตัวอาคารห้องพักซึ่งเป็นอาคารสูง 12 เมตร และระเบียงยื่น 2.5 เมตรของแต่ละห้องพักจึงเป็นคอนกรีตเปลือยแทน แต่ความพิเศษของคอนกรีตเปลือยนี้อยู่ที่กรรมวิธีในการหล่อ ซึ่งใช้ไม้มะพร้าวเป็นไม้แบบ ผิวของไม้มะพร้าวที่มีลักษณะเป็นขุยจึงทิ้งร่องรอยที่เป็นเสน่ห์เฉพาะตัวไว้บนพื้นผิวของคอนกรีตที่หล่อออกมา สร้างเอกลักษณ์และความน่าจดจำให้กับวารีวาน่ารีสอร์ทแห่งนี้ได้อย่างดี

Varivana Resort
โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

AIS Contact Center Development & Training Arena สถาปัตยกรรมเขียวที่เป็นมิตรต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

Visit /

เรื่อง: นพดล ตั้งสกุล
ภาพ: Courtesy of Plan Architects by PanoramicStudio, YAMASTUDIO

AIS Contact Center Development & Training Arena

โครงการศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมเอไอเอส  เป็นทั้งศูนย์กลางการพัฒนาบุคลากรงานบริการและการติดต่อสื่อสารขององค์กร และเป็นพื้นที่สร้างประโยชน์แก่คนรุ่นใหม่ในภาคอีสานที่จะใช้เป็นแหล่งพบปะและแลกเปลี่ยนไอเดียผ่านประสบการณ์เทคโนโลยีดิจิทัล โดยการมีพื้นที่สาธารณะในการเรียนรู้และทำงานด้านเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับคนทั่วไป  ตัวโครงการมีความตั้งใจในการที่จะออกแบบให้เป็นอาคารต้นแบบด้านการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเริ่มโครงการ

AIS Contact Center Development & Training Arena

ผังพื้นเป็นรูปร่างสามเหลี่ยมสองชิ้นวางประกบกัน โดยหันด้านยาวที่สุดออกสู่ด้านทิศตะวันออก  ส่วนด้านทิศจะวันตกจัดวางพื้นที่ส่วนบริการ ได้แก่ แกนสัญจรทางตั้ง เช่น บันไดและลิฟท์ ห้องน้ำและพื้นที่สำหรับระบบอาคาร เป็นพื้นที่กันชนในการเป็นฉนวนกันความร้อนเข้าสู่พื้นที่ใช้งานหลัก ด้วยพื้นที่มากกว่า 18,000 ตารางเมตร ความสูง 6 ชั้น มีการใช้งานหลักเป็นอาคารสำนักงาน และให้บริการสำหรับสาธารณะที่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบปรับอากาศเป็นส่วนใหญ่  ทำให้การออกแบบจำเป็นต้องคำนึงถึงการประหยัดพลังงาน

AIS Contact Center Development & Training Arena

ทีมออกแบบจึงนำแนวคิดอาคารเขียว หรือ Green building มาเป็นกรอบแนวคิดในการออกแบบ โดยใช้มาตรฐานตาม LEEDS (Leadership in Energy and Environmental Design) ซึ่งถือได้ว่า เป็นหนึ่งในเกณฑ์อาคารเขียวที่ได้รับความนิยม โครงการนี้ ได้รับการประเมินให้อยู่ในระดับ Gold โดยแนวคิดในการรักษาสมดุลระหว่างการใช้พลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ  ตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้างที่มีการใช้วัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ถึงร้อยละ 30 และการจัดการภายในอาคาร ได้แก่ 

  1. การลดการใช้น้ำทั้งภายในและภายนอกอาคาร มีการนำน้ำจากการบำบัดแล้วกลับมาใช้กับภูมิทัศน์โครงการ  
  2. การประหยัดพลังงาน ใช้ระบบปรับอากาศแบบประหยัดพลังงาน  มีการผลิตใช้พลังงานสะอาดจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ประมาณ ร้อยละ 5  และเน้นการใช้แสงธรรมชาติ ใช้กระจกรอบอาคารที่ทำจากวัสดุกันความร้อนและรักษาความเย็นภายในตัวอาคาร
  3. คำนึงถึงคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร เช่น การนำระบบที่คำนึงถึงปริมาณที่เพียงพอของอากาศบริสุทธิ์และระบบตรวจจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ลดการใช้วัสดุที่ปล่อยสารระเหยที่เป็นพิษภายในอาคาร และร้อนละ 90 ของพื้นที่มีการเปิดมุมมองออกสู่ภายนอกในการทำงาน 

    AIS Contact Center Development & Training Arena

ภาพรวมของรูปทรงอาคารทำให้นึกย้อนยุคถึงสถาปัตยกรรมสมัยใหม่รุ่นราวคราวเดียวกับเลอ คอร์บูซิเอร์ ที่เน้นความเรียบง่ายของเส้นนอนสีขาวสลับกับการเปิดช่องกระจกแนวยาวตลอดทั้งชั้นของอาคาร  ประกอบกันขึ้นเป็นรูปร่างของอาคารด้วยเส้นนอนที่จัดวางเรียงกัน เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมที่ขนาดสอบลงจากด้านบน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการช่วยลดพื้นที่ความร้อนที่จะได้รับจากแสงอาทิตย์  ทีมสถาปนิกจัดวางเส้นสายส่วนบนของอาคารให้เป็นเส้นโค้ง เพื่อสื่อความหมายถึงสัญลักษณ์ที่มาจากรูปแบบของโลโก้ของบริษัทเพื่อการจดจำภาพลักษณ์ขององค์กร แต่ในแง่ของการสื่อสารกับผู้คนส่วนใหญ่อาคารหลังนี้ก็ถูกตีความว่า ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของตะกร้าหวายสานอันเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นอีสาน ซึ่งโครงการนี้ก็ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของบริษัทในการเป็นพื้นที่สานสัมพันธ์ของของผู้คนในภูมิภาคนี้

AIS Contact Center Development & Training Arena

ด้วยผังอาคารที่มีการวางพื้นที่ใช้งานอยู่รายล้อมกรอบอาคารภายนอก จึงทำให้กิจกรรมส่วนใหญ่ได้รับแสงจากธรรมชาติและผู้ใช้อาคารมีมุมมองออกสู่ภายนอก สามารถผ่อนคลายระหว่างการทำงานได้  และด้วยรูปร่างผังพื้นอาคารส่วนศูนย์บริการข้อมูลและฝึกอบรมถูกออกแบบให้เป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีขนาดเส้นรอบรูปอาคารขนาดใหญ่ ตรงกลางจึงถูกเจาะโล่งเพื่อเป็นโถงกลางรับแสงธรรมชาติ และพื้นที่ระหว่างสามเหลี่ยมทั้งสองที่วางประกบกัน ได้จัดวางให้เกิดเป็นโถงกลางที่ถูกล้อมด้วยผนังอาคารสูงถึงหกชั้นทั้งสองข้าง  จึงทำให้ส่วนโถงหรือ “ชาน” กลาง สามารถเปิดรับแสงธรรมชาติโดยที่มีรังสีความร้อนที่แผ่เข้ามาภายในอาคารโดยตรงมีปริมาณที่ลดลง โถงระหว่างอาคารส่วนนี้ ทีมสถาปนิกยังได้จัดวางบันไดและเส้นทางสัญจรที่เชื่อมโยงระหว่าง 2 อาคาร เพื่อให้ผู้ใช้อาคารได้มีโอกาสเดิน แทนการใช้ลิฟท์ สนับสนุนให้ได้เคลื่อนไหวร่างกายในระหว่างการทำงานอีกทางหนึ่ง  แต่ด้วยควางโปร่งและบางเบาของบันได ประสบการณ์ในการเคลื่อนที่ผ่านบริเวณนี้อาจสร้างความแปลกใหม่และตื่นตาในการสัญจรแก่ผู้ใช้ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว จากการสังเกตการณ์พบว่า พื้นที่บริเวณนี้ได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดีในการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อาคารในระหว่างช่วงเวลาพักเบรคจากการทำงาน จนมีชื่อเรียกเล่นๆว่าเป็น “โถงแฮร์รี่พอตเตอร์” เนื่องจากมีความละม้ายคล้ายกับฉากในหนังดัง

AIS Contact Center Development & Training Arena

นอกจาก ผู้ที่สัญจรผ่านไปมาจะสามารถรับรู้ถึงรูปทรงภายนอกอาคารที่ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยว ก้าวหน้าและสะท้อนถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีแล้ว   ระบบการสื่อสารซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญสำหรับกิจกรรมต่างๆในการใช้พื้นที่ภายในอาคารมีการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลโดยการจำลองบรรยากาศเสมือนการทำงานจริง  รวมไปถึงระบบสนับสนุนอาคารที่มีการให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์พลังงานภายในอาคารได้เป็นอย่างดี 

การก้าวให้ทันเทคโนโลยีที่มีการปรับเปลี่ยนอยู่แทบทุกวัน ผู้คนจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เท่าทันและใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี   สำหรับในโลกของสถาปัตยกรรมนั้น การตั้งคำถามว่าสถาปัตยกรรมที่รองรับการใช้ชีวิตของผู้คนในช่วงเวลานี้และในอนาคตอันใกล้ อะไรคือประเด็นที่สถาปนิกต้องให้ความสำคัญระหว่างเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากับค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษามหาศาล  หรือการเลือกปรับตัว เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และเลือกที่จะตัดสินใจอย่างชาญฉลาดในการที่จะช่วยดูแลโลกในระยะยาวเพื่อคนรุ่นหลัง

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest

New Waves of Thai Architects คลื่นระลอกใหม่จากสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในประเทศไทย

Update / 13 ม.ค. 2020

เรื่อง: Jenchieh Hung และ กุลธิดา ทรงกิตติภักดี
แปล: Jiaqi Han
ภาพ: ตามระบุใต้ภาพ

เมื่อวาน

Elephant World (Photo by Spaceshift Studio)

คืนวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ราชบัณฑิตยสถานด้านศิลปะแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Royal Academy of Arts ประกาศอย่างเป็นทางการว่าสถาปนิกไทย ผศ. บุญเสริม เปรมธาดา ได้รับเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัล Royal Academy Dorfman ในปีนี้ ไม่กี่วันหลังจากนั้นนิตยสารชื่อดังต่างประเทศด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบอย่าง Dezeen พาดหัวข่าวออนไลน์ว่า “บุญเสริม เปรมธาดา คือใคร?” เนื้อหาในบทความดึงกระแสความสนใจของผู้อ่านที่ปกติสนใจงานสถาปัตยกรรมจากยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น มาหยุดอยู่ที่เอเซียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทยผ่านผลงานเพียงห้าชิ้นของเขา

อันที่จริงนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยเจิดจรัสในเวทีสากล เมื่อมองย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2553 ไม่ว่าจะเป็นอาคารมหานคร ตึกระฟ้ากลางกรุงเทพฯ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี โรงแรมโรสวูด และอาคารพักอาศัยเดอะเม็ท อาคารเหล่านี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังจากต่างประเทศทั้งนั้น อย่างไรก็ตามสถาปนิกไทยหลายท่านก็มีผลงานโดดเด่นและได้รับความสนใจจากสมาคมและสื่อทางสถาปัตยกรรมหลายสำนักในต่างประเทศเช่นกัน อาทิเช่น สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ และปฐมา หรุ่นรักวิทย์ ที่ได้รับรางวัล Global Award for Sustainable Architecture จากประเทศฝรั่งเศส ในปีพ.ศ. 2555 และ 2559 ตามลำดับ

TEN House (Photo by Spaceshift Studio)

หรือ ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ที่ได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงผลงานในนิทรรศการ The Asian Everyday: Possibilities in the Shifting World จาก TOTO GALLERY·MA  ประเทศญี่ปุ่น ในปีพ.ศ. 2558

แล้วจุดเริ่มต้นของพัฒนาการทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยในเมืองไทยนั้นเริ่มขึ้นได้อย่างไรและเมื่อไหร่?

อ้างอิงถึงบทความทางวิชาการของผศ. ดร. พีรศรี โพวาทอง ที่เคยตีพิมพ์ในวารสารอาษาชี้ให้เห็นว่า สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเมืองไทยนั้นไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่ก่อกำเนิดขึ้นโดยธรรมชาติ “แต่เป็นการนำเข้ามาเสียมากกว่า” การเคลื่อนไหวของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในไทยยุคแรกนั้นคงต้องย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 1880 (ระหว่างปีพ.ศ. 2423 ถึง พ.ศ. 2433) ซึ่งเป็นการปกครองประเทศในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีนโยบายเปิดประเทศปฎิรูปบ้านเมืองให้ทันสมัยเพื่อพ้นจากการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตกที่มีต่อประเทศในแถบเอเชีย จึงมีสถาปนิกชาวอิตาเลียนและอังกฤษหลายท่านเข้ามาออกแบบสร้างงานสถาปัตยกรรมในกรุงเทพฯ แต่ด้วยความล้าหลังในการก่อสร้างและฝีมือช่างที่ไม่สันทัดการสร้างอาคารตามแบบตะวันตก งานสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นจึงเป็นการผสมผสานรูปแบบสถาปัตยกรรมสไตล์นีโอคลาสสิกที่ประยุกต์ให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยและกลายเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบใหม่

การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างงานสถาปัตยกรรมตะวันตกและไทยมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง สถาปนิกไทยหลายท่านในยุคนั้นสำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลทางแนวคิดมาจากสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่แพร่หลายในยุค 60 อาทิ การเล่นกับฟอร์มของอาคาร เช่น งานของ เลอ กอร์บูซีเย ในฝรั่งเศส บราซิล และญี่ปุ่น สำหรับผลงานที่สื่อถึงอิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ในเมืองไทยได้ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นโรงภาพยนตร์สกาลา ซึ่งออกแบบโดย พันเอกจิระ ศิลป์กนก ที่ไม่เพียงสื่อถึงสัจจะของวัสดุคอนกรีตผสมกับความเป็นไปได้ทางโครงสร้างและรังสรรค์ที่ว่างในงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ของศตวรรษที่ 20 ได้อย่างลงตัวเท่านั้น แต่ยังประยุกต์นำเอาการยื่นของโครงสร้างหลังคามาสร้างร่มเงาให้กับอาคาร ซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบอาคารสมัยใหม่เพื่อรับมือกับสภาพอากาศร้อนชื้นในกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี

แต่สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยที่เกิดจากการผสมเอกลักษณ์ของอาคารพื้นถิ่นและอิทธิพลของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่น่าจะเห็นได้ชัดหลังเหตุการณ์วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปีพ.ศ. 2540 เมื่ออุตสาหกรรมและการพัฒนาเชิงพาณิชย์ของไทยได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเงิน การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาคารสํานักงาน ตึกสูง และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบโดยตรง บริษัท สถาปนิกส่วนใหญ่ปิดตัวลงหรือเลิกจ้างพนักงานจํานวนมาก ปรากฏการณ์นี้ยังคงมีผลกระทบยาวต่อเนื่องมาอีกหลายปี จนเข้าปีพ.ศ. 2548 ที่ปัญหาทางเศรษฐกิจค่อยๆ คลี่คลายลง

อย่างไรก็ตามในความมืดมนทางเศรษฐกิจนั้นสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยก็ไม่ได้หยุดเคลื่อนไหวสักทีเดียว ในทางตรงกันข้ามภายใต้แรงกดดันทางสภาพเศรษฐกิจและถึงแม้โครงการอสังหาริมทรัพย์จะหยุดตัวลง แต่กลับกลายเป็นการเปิดโอกาสใหม่ให้กับการพัฒนางานสถาปัตยกรรมประเภทอื่นๆ ในส่วนภูมิภาค

ยกตัวอย่างเช่น ผลงานออกแบบหลังคาและระบบระบายน้ำของวัดเขาพุทธโคดมที่สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ ออกแบบไว้ในปี พ.ศ. 2542 ตามมาด้วยอาคารกุฏิพระ กำแพงวัด พิพิธภัณฑ์ อาคารเรียนพระสงฆ์ และหอพระไตรปิฏกในวัดเดียวกัน ซึ่งได้รับรางวัล AR Emerging Architecture Awards จากนิตยสาร Architecture Review นิตยสารสถาปัตยกรรมประเทศอังกฤษ

Walled Monks Cell (Photo by Spaceshift Studio)

อีกหนึ่งตัวอย่างคือผลงานของกลุ่มสถาปนิกชุมชน CASE ที่ก่อตั้งในปีพ.ศ. 2539 โดยปฐมา หรุ่นรักวิทย์ ได้ร่วมมือกับคนในชุมชนปรับปรุงคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้กับพื้นที่ที่มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม โครงการทดลองออกแบบบ้าน TEN บ้านทาวน์เฮ้าส์ในกรุงเทพฯ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยโดยมีพื้นที่ส่วนกลางร่วมกัน และตอบสนองต่อความต้องการของเจ้าของยูนิตที่แตกต่างกัน และรางวัลศิลปาธรที่ปฐมาได้รับจากกระทรวงวัฒนธรรม ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าสถาปนิกไทยยังคงโดดเด่นและสร้างสรรค์ผลงานที่ดึงดูดความสนใจจากประชาคมภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจ

ณ วันนี้
สถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทยไม่เพียงแต่ได้รับความสนใจจากสถาปนิกชาติตะวันตกเท่านั้นยังแผ่ขยายมาสู่การปฏิบัติวิชาชีพและเป็นสื่อวิชาการในประเทศจีน ตัวอย่างแรกๆ เช่นผลงาน Shared House ที่ปักกิ่ง Commune By The Great Wall ออกแบบโดยบริษัทสถาปนิก สเปซไทม์

Shared House (Photo by Spaceshift Studio)

และงานล่าสุดของสถาปนิกไทยที่ออกแบบโดย Department of ARCHITECTURE โรงแรมตากอากาศ The MIST Hot Spring ในมณฑลเหอหนาน ที่ผสานการออกแบบทั้งสถาปัตยกรรมภายนอกและภายใน

MIST Hot Spring Hotel (Photo by W Workspace)

ยิ่งไปกว่านั้น ศูนย์นิทรรศการผังเมืองของเมืองกว่างโจวยังได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดนิทรรศการสถาปัตยกรรมไทยที่เสนอความเป็นไทยผ่านทางสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของผลงานสถาปนิก 18 ท่านจาก 12 บริษัท ที่เข้าร่วมในนิทรรศการบนพื้นที่กว่า 700 ตารางเมตร

Thai Contemporary Architecture Exhibition (Design by HAS design and research)

ในการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมและแนวคิดเชิงวิชาการนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าสถาปนิกไทยได้พัฒนาไปในทิศทางที่ชัดเจนสองทางด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือ “ปฏิบัติทางสังคม” เห็นได้ชัดจากผลงานของ ธีรพล นิยม, บุญเสริม เปรมธาดา, ปฐมา หรุ่นรักวิทย์, สุริยะ อัมพันศิริรัตน์ และฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล ผลงานของพวกเขาเน้นการมีส่วนร่วมผ่านการปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์และวาทกรรมทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นโครงการโรงพยาบาลสำหรับผู้สูงอายุ, โรงเรียนเพื่อชุมชน, ที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้ต่ำ, วัด เช่นเดียวกับการตระหนักถึงสภาพแวดล้อมและวัสดุที่หาได้ในพื้นถิ่น เช่น ไผ่ ไม้ อิฐ คอนกรีต และอื่นๆ เพื่อทดลองหาความเป็นไปได้ในเชิงลึกของวัฒนธรรมในภูมิภาคนั้นๆ

Samsen Street Hotel (Photo by W Workspace)

สถาปนิกกลุ่มนี้สั่งสมความพยายามในการสร้างภาษาทางสถาปัตยกรรมและเทคนิคการก่อสร้างผ่านการตีความของถิ่นที่ ซึ่งเกิดเป็นวาทกรรมที่สามารถโต้ตอบแนวคิดของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ที่ได้รับมาจากโลกตะวันตกได้อย่างพอเพียง รวมไปถึงการนำงานวิจัยมาเป็นแนวทางในการออกแบบ เช่น กรณีศึกษาของ ฉัตรพงษ์ ชื่นฤดีมล เกี่ยวกับกรุงเทพฯ ที่ให้นิยามว่า ‘สถาปัตยกรรมสารเลว’ เขาเก็บข้อมูลลักษณะอาคารที่พบเห็นได้ทั่วไปแต่คนท้องถิ่นไม่ให้ความสนใจ โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาชั่วคราวเพื่อใช้งานเฉพาะกาลแสดงถึงการขยายตัวของเมืองหรือเพื่อตอบสนองพฤติกรรมของผู้ใช้งาน ตัวอย่างเช่น บ้านพักคนงานก่อสร้าง, ชุมชนบ้านริมน้ำ, โรงแรมม่านรูด, และอื่นๆ งานค้นคว้านี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นอีกมุมของกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นวิธีการออกแบบในวิชาชีพสถาปัตยกรรมที่แตกต่างจากยุโรป สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดในผลงาน โรงแรมนันดา เฮอริเทจ, บ้านพักอาศัยศาลาอารียา และโรงแรมสามเสนสตรีท เมื่อเปลือกสถาปัตยกรรมเป็นเกราะป้องกันพื้นที่ด้านในจากสภาพแวดล้อมที่วุ่นวายภายนอก ในขณะที่กิจกรรมในชุมชนถูกสอดแทรกเกิดเป็นการเชื่อมโยงระหว่างพื้นที่ส่วนตัวและพื้นที่สาธารณะ

อีกหนึ่งแนวทางคือ “ปฏิบัติ(เมือง)นิยม” เห็นได้จากผลงานของ นิธิ สถาปิตานนท์, ดวงฤทธิ์ บุนนาค, อมตะ หลูไพบูลย์, วสุ วิรัชศิลป์ และปิตุพงษ์ เชาวกุล งานส่วนใหญ่ของพวกเขาคืออาคารออฟฟิศ, คอมมูนิตี้มอลล์, รีสอร์ท, ร้านอาหาร และบาร์ ที่คำนึงถึงลักษณะทางภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศในการออกแบบสถาปัตยกรรมซึ่งมีความต้องการสูงในเชิงพาณิชย์และประสิทธิภาพในการดําเนินงาน ทำให้เกิดเป็นอาคารใช้งานได้จริงในรูปแบบที่แตกต่างกัน

10 CalTower, TheLabyrinth (Photo by WWorkspace)

ตัวอย่างงานที่เห็นได้ชัดคือผลงาน 10 Cal Tower ของปิตุพงษ์ เชาวกุล เขาวงกตสามมิติที่เด็กและผู้ใหญ่สามารถมีปฏิสัมพันธ์เกิดเป็นความสนุกสนานผ่านจากการเล่นร่วมกัน ผลงานนี้ได้รับรางวัล AR Emerging Architecture ให้เป็นผู้ชนะประจําปี 2015 (พ.ศ. 2558) จากนิตยสาร Architectural Review ของอังกฤษ ซึ่งมี David Adjaye สถาปนิกชาวอังกฤษเป็นผู้ตัดสินและได้กล่าวยกย่องถึงผลงานนี้ว่า “สิ่งที่ชัดเจนมากคืองานนี้ไม่ใช่ประติมากรรม – แท้จริงแล้วมันเป็นโปรแกรมที่ตระหนักถึงการใช้องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมและแนวความคิดรวมถึงปรัชญาทางสถาปัตยกรรม” ตัวอาคารวิพากษ์ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาถึงพื้นที่ใช้งานของชุมชนปัจจุบันนี้ทำไมจึงขาดความน่าสนใจ และขาดความเข้าใจถึงความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนของกิจกรรมที่หลากหลายในอนาคต ช่างภาพสถาปัตยกรรมชื่อดังชาวไทย ภิรักษ์ อนุรักษ์เยาวชน ได้ให้ความเห็นไว้ว่า “นี่เป็นงานสถาปัตยกรรมที่สื่อถึงการเคลื่อนไหว มันเป็นงานสถาปัตยกรรมที่สามารถใช้ในการเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน ด้วยวิธีนี้โครงการที่ชนะแสดงให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมสามารถทำอะไรและเป็นอะไรได้บ้าง มันไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางตรงตามเส้นทางที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดหรือทางที่เร็วที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในการไหลและเลี้ยวไปมาตามเส้นทางมากกว่า ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับการสำรวจ พบปะ และใช้เวลาร่วมกันของคนในชุมชน ทั้งหมดเป็นไปได้ที่นี่”

จากปฏิบัติทางสังคมสู่ปฏิบัติเมืองนิยมแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติวิชาชีพสถาปัตยกรรมของไทยให้ความสําคัญกับ “กระบวนการคิด” มากขึ้นเรื่อยๆ ความเข้าใจนี้ช่วยในการผสมผสานแนวคิดในการออกแบบเชิงปรัชญากับกระบวนการผลิตในทางปฏิบัติ และพัฒนาเป็นแนวทางที่สร้างแรงบันดาลใจในการออกแบบร่วมกัน

พรุ่งนี้
ในปี พ.ศ. 2563 ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ TCDC จะร่วมเป็นเจ้าภาพจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ที่จะขยายตัวออกไปยังเมืองอื่นๆ และสนับสนุนให้นักออกแบบท้องถิ่นตระหนักถึงความสมดุลระหว่างสถาปัตยกรรมและสภาพแวดล้อมผ่านงานประกวดแบบต่างๆ ช่วยกระตุ้นและพัฒนาขีดความสามารถในการ “ถ่ายทอด” งานออกแบบให้เป็นที่ประจักษ์ในประเทศและต่างประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ ทั้งรถไฟฟ้าและรถใต้ดินขยายระบบบริการออกจากตัวเมืองเกิดเป็นการเชื่อมต่ออาคารสาธารณะต่างๆ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเมือง รวมไปถึงโครงการ Forestias ที่เกิดจากความร่วมมือของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แมกโนเลียและบริษัทสถาปนิกชื่อดังจากอังกฤษ Foster + Partners สร้างสรรค์พื้นที่ร่วมของ ป่า, ผู้คนวัยเกษียณ, บ้านพักอาศัย, ร้านค้า และบริษัทเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ที่เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพของประเทศให้มี “ความเป็นสากลในระดับภูมิภาค”

ไม่ว่าจะเป็น “การเติบโตในแนวดิ่ง” ที่ทำให้เกิดการพัฒนาในท้องถิ่น หรือ “การขยายตัวทางราบ” ที่เพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับสากล ล้วนสะท้อนถึงปรากฎการณ์ขยับเขยื้อนภายในและภายนอกองค์รวมของวิชาชีพสถาปัตยกรรมในไทย หนึ่งในการสํารวจวิวัฒนาการของการเติบโตในแนวดิ่งนั้น บริษัท สถาปนิก 49 และแปลน อาร์คิเตกส์ เป็นผู้บุกเบิกและวางรากฐานที่ก่อให้เกิดบริษัทสถาปนิกชั้นนำตามมามากมาย พวกเขาเหล่านั้นเคยทำงานที่ใดที่หนึ่งในสองบริษัทนี้ ก่อนจะออกมาเปิดออฟฟิศของตนเอง อันได้แก่ บริษัท ดวงฤทธิ์ บุนนาค (DBALP), all(zone), Stu/D/O Architects, M Space, IDIN architects และอื่นๆ ผลงานของพวกเขาไม่เพียงสื่อถึงการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบในภูมิภาคที่แปรผันกับมิติของเวลา แต่ยังรวมถึงแนวทางในการออกแบบที่ “จี้จุด” สร้างปรากฏการณ์เปลี่ยนแปลงบริบทของเมือง และมุ่งหวังให้เกิดการทํางานคู่ขนานระหว่างผู้ออกแบบ ลูกค้า ไปจนถึงเทคนิกการก่อสร้าง

49 HUB (Photo by Chaovarith Poonphol)

ตัวอย่างเช่น ผลงานปรับปรุงโรงงานเก่า 49 HUB ของบริษัท สถาปนิก 49 ที่พยายามเก็บรักษาสภาพอาคารเดิมให้มากที่สุด โดยนำแสงธรรมชาติและแสงประดิษฐ์เป็นตัวบอกเล่าเรื่องราวของร่องรอยอาคาร ที่สร้างพื้นที่ใหม่แทรกไปกับอาคารเดิมได้อย่างลงตัวและกลายเป็นจุดหมายสำคัญในย่านนั้น  ขณะที่โครงการ ดาดฟ้า ออกแบบโดย M Space นำเสนออาคารผ่านแนวคิดสวนสาธารณะของชุมชนจากงานฝีมือในการก่อสร้าง ผนังกันแดดภายนอกทำมาจากแผ่นอลูมิเนียมเจาะรูและอิฐสำเร็จรูป ส่วนบรรยากาศด้านในสะท้อนลักษณะการใช้งานของชุมชนที่ปะปนไปกับต้นไม้และร้านค้าต่างๆ

DADFA (Photo by W Workspace)

นอกจากนี้ บริษัท วอล ลาเซีย และสถาปนิก ไอดิน ยังได้ทดลองการใช้วัสดุและแรงงานพื้นถิ่นในการก่อสร้าง เช่นอาคารที่พักอุบาสิกา วัดป่าวชิรบรรพต ซึ่งจำเป็นต้องใช้ช่างก่อสร้างต่างถิ่นเนื่องจากงบประมาณที่จำกัดแต่ฝีมือในการก่อสร้างไม่เรียบร้อยนัก เมื่อผู้ออกแบบมองถึงข้อจำกัดนี้ จึงได้ทำการออกแบบพื้นที่ส่วนกลางของอาคารที่มีลักษณะดิบหยาบโดยให้ช่างที่ฝีมือไม่ดีทำงานในส่วนนี้ ตัดกับส่วนอาคารห้องพักที่ถูกออกแบบด้วยผนังเรียบ สะอาดตา ประหนึ่งความสงบที่ได้รับในการปฏิบัติธรรม  อีกผลงานหนึ่งคือ ร้านชาฉุยฟง ในเชียงราย ที่เลือกใช้วัสดุท้องถิ่นจํานวนมากร่วมกับทักษะที่คุ้นเคยของคนงานในพื้นที่ รวมไปถึงการออกแบบโครงสร้างของอาคารที่สัมพันธ์ไปกับทิวเขา ทำให้ตัวอาคารกลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมของไร่ชา งานนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยส่งเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรท้องถิ่นยังทำให้พวกเขาไม่ต้องออกไปหางานทำไกลบ้านอีกด้วย

Meditation Hub (Photo by Spaceshift Studio)
Chouifong Tea Cafe (Photo by DepthofField)

สำหรับการขยายตัวทางราบของระดับภูมิภาคที่มีทักษะจากต่างประเทศนั้น บริษัทสถาปนิกคิดดี และ สตูดิโอเมค เป็นบริษัทที่ชัดเจนที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อผู้ก่อตั้งของทั้งสองบริษัทสําเร็จการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์จากแคนาดา และสหรัฐอเมริกา ก่อนย้ายมาทำงานในประเทศไทยมากกว่าสิบปี แนวทางของสตูดิโอผสมผสานการก่อสร้าง เทคโนโลยี วัสดุและช่างฝีมือที่ไม่เหมือนใครตั้งแต่การออกแบบไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อพัฒนางานสถาปัตยกรรมที่ชาวตะวันตกสามารถอ่านและเข้าใจได้ แต่ยังคงไว้ด้วยแนวความคิดทางจิตวิญญาณแบบตะวันออก

Mega Park (Photo by Panoramic Studio)

ผลงาน เมกา พาร์ค และศาลากวนอิม การเล่นกับจังหวะของรูปด้านและการผลิตวัสดุที่หลากหลายเพื่อนำมาใช้ในการสร้างพื้นผิวที่น่าสนใจให้กับบริบท ผสานกับสภาพแวดล้อมที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นได้รังสรรค์ลักษณะเฉพาะให้กับพื้นที่นั้นๆ ในรายละเอียดของสถาปัตยกรรมผ่านการประมวลผลของวัสดุและการผลิตแบบแยกส่วนก่อให้เกิดการรวมกันของเทคโนโลยีท้องถิ่นกับตะวันตก เกิดเป็นการพัฒนาการแสดงออกทางสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและหลากหลายรวมถึงสร้างมิติใหม่ๆ ให้กับพื้นผิวการก่อสร้าง

Guan Yin Pavilion (Photo by Spaceshift Studio)

ขณะที่บริษัทสถาปนิก สเปซไทม์ และรีเสิร์ช สตูดิโอ ปาณินท์ ได้สร้างความเป็นไปได้ของ “ชนบทสมัยใหม่” ที่เคยแบนราบให้มีความน่าสนใจ ผลงานป่าในกรุงออกแบบโดยบริษัทสถาปนิก สเปซไทม์ ร่วมกับ ทีเค สตูดิโอ ได้ชุบชีวิตพื้นที่ขยะเดิมให้กลายเป็นป่าเต็มไปด้วยต้นไม้เกือบ 60,000 ต้น และสร้างกำแพงดินอัดสูง 8 เมตร สำหรับกั้นพื้นที่อาคาร ทำให้เกิดภูมิทัศน์ของเมืองที่ต่างออกไป

The Metro Forest(Photo by Rungkit Charoenwat)

ถัดมาคืองานบ้าน House LT บ้านหลังเกษียณหลังนี้สร้างพื้นที่ล้อมความทรงจำของผู้อยู่อาศัยผ่านการเปิดมุมมองสู่วิวชนบทประกอบกับการเลือกใช้วัสดุที่เอื้อกับสภาพแวดล้อมซึ่งสร้างความรู้สึกถึงที่ว่างของความเป็น “ไทย” ได้เป็นอย่างดี

House LT (Photo by Spaceshift Studio)

ถ้าไม่นับ “การเติบโตในแนวดิ่ง” หรือ “การขยายตัวทางราบ” การปฏิบัติวิชาชีพของสถาปัตยกรรมในเมืองไทยแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่ได้ถูกส่งต่อไปทุกภาคส่วนของโลกและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่สามารถครอบคลุมการเผยแพร่งานสถาปัตยกรรมมาสู่เมืองไทยได้อย่างสมบูรณ์ ในปัจจุบันนี้การผสมผสานแนวคิดในเรื่องวัฒนธรรมระดับภูมิภาคและการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พระนครศรีอยุธยา และพัทยา กลายมาเป็นแนวคิดหลักที่ได้รับการยอมรับ สถาปนิกบางคนย้ายออกจากเมืองหลวงเพื่อสนับสนุนการพัฒนาของภูมิภาคนิยมในการออกแบบสถาปัตยกรรมโดยมีเป้าหมาย เพื่อสร้างเอกลักษณ์ใหม่ของงานสถาปัตยกรรมผ่านการสํารวจทางวัฒนธรรม

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยได้สร้างงานสถาปัตยกรรมที่มีความสร้างสรรค์อย่างแท้จริง อาคารเหล่านี้ไม่เพียง แต่ตอบโจทย์ความต้องการและข้อกำหนดกฏระเบียบต่างๆ ของอาคาร แต่ยังปรับเปลี่ยนทัศนคติของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และรัฐบาลในหลายๆ แง่มุม ผ่านการใช้งานของพื้นที่ วัสดุก่อสร้างและโครงสร้างที่ตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ เช่น สภาพภูมิอากาศและสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้น เป็นต้น และเป็นไปได้ว่าอาคารที่ถูกออกแบบโดยสถาปนิกเหล่านี้จะเป็นแนวทางการออกแบบในอนาคตสําหรับสถาปนิกไทยรวมถึงสถาปนิกทั่วโลก

โดย ASACREW
Facebook
Twitter
Pinterest